<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-1664567325429047342</id><updated>2012-02-16T19:20:33.704-08:00</updated><title type='text'>MANGKAPON - แมงกะโปน</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://mangkashop.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1664567325429047342/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mangkashop.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>แมงกะโปน (Mangkapon)</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16934259360302014730</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/-5r1ppjWhJu0/TdFWPdaJH8I/AAAAAAAAABc/DnRlsdFhx18/s220/AVATAR2.jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>24</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1664567325429047342.post-8915408571293912560</id><published>2011-05-21T02:17:00.000-07:00</published><updated>2011-05-21T05:40:18.041-07:00</updated><title type='text'>ระลึกถึง อ.ปยุต เงากระจ่าง</title><content type='html'>&lt;div&gt;&lt;span class="bbc_size" style="font-size: small;" _mce_style="font-size: small;"&gt;วัน ก่อนคิดถึง อ.ปยุต  เลยเอาดีวีดีที่เก็บไฟล์งานเก่าๆ มาดู  พบวิดีโอคลิปเกี่ยวกับ อ.ปยุต   เลยเอาขึ้นมาตัดต่อใหม่เพื่อย้อนรำลึกถึงท่านครับ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt; &lt;div&gt;&lt;span class="bbc_size" style="font-size: small;" _mce_style="font-size: small;"&gt;&lt;br /&gt;อ.ปยุต   คือปรมจารย์ด้านอนิเมชั่นของไทยที่ทำให้คนในยุคปัจจุบันได้หันมาเห็นความ  สำคัญและหันมาพัฒนาผลงานอนิเมชั่นให้ทัดเทียมกับงานศิลปะแขนงอื่นๆ   ในสมัยก่อนเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว   ความคิดฝันที่จะทำอนิเมชั่นไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะไม่มีอุปกรณ์อำนวยความ สะดวกเหมือนทุกวันนี้ การทำอนิเมชั่นสักหนึ่งเรื่องต้องใช้แรงงานคน เวลา   ความทุ่มเทและทุนมหาศาล&lt;/span&gt;&lt;/div&gt; &lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt; &lt;div&gt;&lt;span class="bbc_size" style="font-size: 12pt;" _mce_style="font-size: 12pt;"&gt;&lt;img src="http://a8.sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-ash4/246871_1649794579188_1666701585_1273374_5379010_n.jpg" _mce_src="http://a8.sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-ash4/246871_1649794579188_1666701585_1273374_5379010_n.jpg" alt="" height="495" width="372" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size: small;" _mce_style="font-size: small;"&gt;ท่าน เกิดที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์  ในวัยเด็กท่านมีความฝัน รักงานศิลปะ   ได้รับแรงบันดาลใจจากผู้่ชายคนนึงที่ชื่อคุณเสน่ห์ คล้ายเคลื่อน   ท่านผู้นี้คือบุคคลแรกที่มีการบันทึกว่ามีความคิดที่จะทำผลงานอนิเมชั่นและ  ได้ทำผลงานทดลองไปนำเสนอในที่ต่างๆ แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ   ท่านผู้นี้ได้เคยพบกับ อ.ปยุต แล้วให้ที่อยู่ในการติดต่อเอาไว้ เมื่อ   อ.ปยุต อยากพบก็ใ้ห้ไปหา   อ.ปยุตยังคงศึกษาศิลปะด้วยตนเองเรื่อยมาโดยสมัครเรียนศิลปะทางไปรษณีย์กับ   อ.เหม เวชกร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size: small;" _mce_style="font-size: small;"&gt;หลัง จาก อ.ปยุต  เติบโตขึ้นได้เข้ามาเรียนวิทยาลัยเพาะช่างในกรุงเทพ   ก็ได้ออกตามหาคุณเสน่ห์ตามที่อยู่ที่ได้ให้ไว้ แต่โชคร้าย   คุณเสน่ห์ท่านได้เสียชีวิตไปแล้ว ทำให้ อ.ปยุตผิดหวังและเสียใจเป็นอย่างมาก   แต่ท่านไม่ย่อท้อ ไม่ละทิ้งฝัน ยังคงหาข้อมูลจากทั้งในและต่างประเทศ   นำมามาคิดประดิษฐ์อุปกรณ์และสร้างสรรค์ผลงานอนิเมชั่นออกมาจนสำเร็จ นันคือ   เหตุมหัศจรรย์   ซึ่งนำออกมาฉายโดยความร่วมมือของสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย   ร่วมกับภาพยนตร์ทุรบุรุษทุย ของ ส.อาสนจินดา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size: small;" _mce_style="font-size: small;"&gt;หลัง จากท่านศึกษาจบจากวิทยาลัยเพาะช่าง   ท่านก็ได้ทำงานอิสระหาประสบการณ์เคยนำผลงานอนิเมชั่นไปเสนอบริษัทภาพยนตร์   แต่กลับได้เป็นนักแสดงในภาพยนตร์ไทยสมัยนั้น   นับเป็นโอกาสดีของท่านที่ได้ทำงานกับยูซีสหรือสำนักข่าวสารอเมริกัน   ส่งผลให้ท่านได้สานฝันต่อไปได้   นั่นคือโอกาสที่ได้เดินทางไปประเทศญี่ปุ่นเพื่อสร้างภาพยนตร์อนิเมชั่นหนุ มานผจญภัย   แต่โชคร้ายที่รัฐบาลไทยในสมัยนั้นแบนภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยเหตุผลทางการ เมือง   แม้ภาพยนตร์จะไม่ได้ฉายแต่ก็เป็นประวัติศาสตร์อันงดงามที่คนรุ่นหลังได้มา  เห็นก็ล้วนแล้วแต่ประทับใจในความนุ่มนวลของผลงาน   และมีเรื่องเด็กกับหมีนำเสนอในเวลาต่อมา   และท่านก็ยังคงคลุกคลีกับงานอนิเมชั่นโดยรับงานโฆษณา เช่น แป้งน้ำควินนา   สโนไวท์ และอื่นๆ อีกหลายชิ้น   แล้วตอนนั้นท่านก็ยังเป็นอาจารย์อยู่ที่วิทยาลัยเพาะช่าง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size: small;" _mce_style="font-size: small;"&gt;ด้วย ชื่อเสียงและผลงานของ อ.ปยุต   ทำให้บริษัทจิรบันเทิงฟิล์มซึ่งกำลังมีโปรเจคงานอนิเมชั่น เรื่อง สุดสาคร   ซึ่งก่อนหน้านี้มีการดำเนินโครการไปแล้วแต่ไม่สำเร็จ (รายละเอียดตรงนี้   ถ้ามีโอกาสจะนำเสนอในคราวต่อไปนะครับ   เพราะมีข้อมูลอยู่บ้างเล็กน้อยจากหนังสือเก่าๆ )   บริษัทจึงได้จัดงบประมาณมาให้ อ.ปยุต จัดทำ นับเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่   อ.ปยุต ได้ฝากผลงานให้กับประเทศชาติ   และถือเป็นการสูญเสียครั้งสำคัญเช่นกันที่การทุ่มเทอดตาหลับขับตานอนในครั้ง  นั้น ทำให้สายตาที่ต้องสู้กับแสงสว่างจัดๆ เป็นเวลานานๆ   ส่งผลให้ดวงตาของท่านมืดสนิทไปข้างนึง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size: small;" _mce_style="font-size: small;"&gt;สุด สาครได้รับการจารึกว่าเป็นภาพยนตร์การ์ตูนไทยเรื่องยาวเรื่องแรก อ.ปยุต   เล่าให้ฟังว่า   ทีมงานใช้บรรดาศิษย์ของท่านที่เพาะช่างผลัดกันมาทำกะเช้ากับกะค่ำ   เพราะงานนี้เป็นงานที่ต้องใช้แรงงานคนเป็นจำนวนมาก   แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า อ.ปยุตจะเบางานลง   ตัวท่านเองต้องเป็นคนเขียนคีย์ก่อนที่จะส่งมาให้ฝ่ายอินบีทวีนเขียนราย ละเอียดการเคลื่อนไหว เมื่องานทำไปถึงระดับนึง   งบประมาณจากจิรบันเทิงฟิล์มที่เคยให้มาเริ่มหมด ทีมงานก็ค่อยๆ   หายไปทีละคนสองคน จนในที่สุดก็เหลือเพียง อ.ปยุต คนเดียว   ภาพยนตร์ยังสร้างไม่จบ ทางจิรบันเทิงฟิล์มเริ่มถอดใจวางโปรเจค แต่ทาง   อ.ปยุตยังสู้ต่อ   จึงฝ่าฝันเอาสุขภาพกายแลกกับการผลักดันให้ภาพยนตร์สุดสาครสำเร็จออกมา   จนเป็นภาพยนตร์ดังที่ได้เห็นกัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size: small;" _mce_style="font-size: small;"&gt;ภาพยนตร์ ทำรายได้อย่างงดงามในสมัย นั้น แต่ทว่าข้อตกลงทางธุรกิจระหว่าง อ.ปยุต   กับบริษัทจิรบันเทิงฟิล์มไม่ลงตัว จึงทำให้เกิดปัญหาด้านส่วนแบ่งต่างๆ   อ.ปยุตเฝ้าติดตามโดยตลอดก็มีคืบหน้า จนกระทั่งผู้บริหารบริษัทเสียชีิวิตไป   มรดกทั้งหลายตกไปแก่ผู้สืบสกุล   ทางผู้สืบสกุลไม่รับรู้เรื่องราวข้อตกลงทั้งหลาย   รวมถึงการติดต่อนำภาพยนตร์ออกฉายก็ไม่สามารถทำได้   ซึ่งรายละเอียดขอกล่าวไว้เพียงแค่นี้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size: small;" _mce_style="font-size: small;"&gt;อ.ปยุต ยังคงคลุกคลีกับงานด้านศิลปะ หนังสือการ์ตูน และอนิเมชั่น   เคยมีส่วนร่วมในการจัดทำนิตยสาร ปลื้ม   ซึ้งเป็นนิตยสารภาพล้อที่โด่งดังเป็นอย่างมากในอดีต   รวมถึงผลงานที่ทางบริษัทซากุระฟิล์มว่าจ้างให้ อ.ปยุต เป็นผู้สร้าง นั่นคือ   ชัยชนะของสาวน้อย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size: small;" _mce_style="font-size: small;"&gt;ผล งานของ อ.ปยุต มีมากมายเกินบรรยายหมดในที่นี้   ผมมีความผูกพันธ์กับท่านในฐานะผู้ที่ชื่นชมศรัทธาในผลงานของท่าน   และมักได้ไปสนทนาแสวงหาความรู้กับท่านอยู่ระยะหนึ่ง อ.ปยุต   มีเรื่องเล่าให้เราฟังทั้งวันไม่จบ ถึงแม้จะซ้ำไปซ้ำมา   แต่ก็ทบทวนความจำเราได้ดีทีเดียว   จนกระทั่งช่วงที่ผมแต่งงานมีลูกก็เริ่มไม่ได้ค่อยไปหาท่าน   แล้วก็ได้รับข่าวในเวลาต่อมาว่าท่านได้เสียชีวิตแล้ว   ผมยังไม่ทันกล่าวคำร่ำลาใดๆ มีเพียงแต่ความประทับใจ ความทรงจำเก่าๆ   ที่ท่านเคยสอนเคยแนะนำ และยังคงรำลึกถึงท่านเรื่อยมา   ทุกครั้งที่ถึงเดื่อนเมษาวันที่หนึ่ง ผมก็จำได้ทันทีว่าเป็นวันเกิดท่าน   และเป็นวันเกิดที่ไม่ตรงกับวันเกิดจริง   เพราะเป็นวันที่เกิดจากการแจ้งกับนายทะเบียนว่าเป็นวันนั้น   นี่คือข้อมูลที่ท่านเคยบอกเล่าให้ผมฟัง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt; &lt;div class="post"&gt; &lt;div id="msg_249379" class="inner"&gt;&lt;span class="bbc_size" style="font-size: small;" _mce_style="font-size: small;"&gt;ที นี้ก็มาถึงเรื่องที่ผมไปพบกับท่าน เมื่อย้อนอดีตความทรงจำ  ในครั้งไปพบท่านในชุดสัตว์ประหลาด เมื่อปี พ.ศ. 2549   โดยเริ่มต้นเปลี่ยนชุดตรงที่จอดรถบริษัทอาร์เอสนะครับ คือบ้าน   อ.ปยุตอยู่ซอยเดียวกับบริษัทอาร์เอส เลยขอเริ่มต้นจากตรงนั้น   จำได้ว่าวันนั้นเป็นเวลาบ่ายๆ ผมนัดเจอกับ อ.โฟร์ค เพราะแกอยากไปหา   อ.ปยุตซักครั้ง ผมเลยพาไป แต่มีข้อแม้ว่าต้องทำงานให้ผมอย่างนึง   คือถ่ายวิดีโอการไปหา อ.ปยุตครั้งนี้&lt;/span&gt;&lt;/div&gt; &lt;div class="inner"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt; &lt;div class="inner"&gt;&lt;a href="http://www.youtube.com/watch?v=64ijAYPqiYM" _mce_href="http://www.youtube.com/watch?v=64ijAYPqiYM"&gt;&lt;object width="320" height="266" class="BLOG_video_class" id="BLOG_video-64969a184fa697ed" classid="clsid:D27CDB6E-AE6D-11cf-96B8-444553540000" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"&gt;&lt;param name="movie" value="http://www.youtube.com/get_player"&gt;&lt;param name="bgcolor" value="#FFFFFF"&gt;&lt;param name="allowfullscreen" value="true"&gt;&lt;param name="flashvars" value="flvurl=http://v18.nonxt3.googlevideo.com/videoplayback?id%3D64969a184fa697ed%26itag%3D5%26app%3Dblogger%26ip%3D0.0.0.0%26ipbits%3D0%26expire%3D1332371845%26sparams%3Did,itag,ip,ipbits,expire%26signature%3D6FFA53F6A633C3FD3F08E2A0959C3819F9A23547.15524E301ADCDCAB19937F3CF79449252BF5451A%26key%3Dck1&amp;amp;iurl=http://video.google.com/ThumbnailServer2?app%3Dblogger%26contentid%3D64969a184fa697ed%26offsetms%3D5000%26itag%3Dw160%26sigh%3Dtix6cn0BPbDvAu7oprvgjU8yrCE&amp;amp;autoplay=0&amp;amp;ps=blogger"&gt;&lt;embed src="http://www.youtube.com/get_player" type="application/x-shockwave-flash"width="320" height="266" bgcolor="#FFFFFF"flashvars="flvurl=http://v18.nonxt3.googlevideo.com/videoplayback?id%3D64969a184fa697ed%26itag%3D5%26app%3Dblogger%26ip%3D0.0.0.0%26ipbits%3D0%26expire%3D1332371845%26sparams%3Did,itag,ip,ipbits,expire%26signature%3D6FFA53F6A633C3FD3F08E2A0959C3819F9A23547.15524E301ADCDCAB19937F3CF79449252BF5451A%26key%3Dck1&amp;iurl=http://video.google.com/ThumbnailServer2?app%3Dblogger%26contentid%3D64969a184fa697ed%26offsetms%3D5000%26itag%3Dw160%26sigh%3Dtix6cn0BPbDvAu7oprvgjU8yrCE&amp;autoplay=0&amp;ps=blogger"allowFullScreen="true" /&gt;&lt;/object&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt; &lt;div class="inner"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt; &lt;div class="inner"&gt;&lt;span class="bbc_size" style="font-size: small;" _mce_style="font-size: small;"&gt;วัน นั้นคนแถวนั้นตื่นเต้นกันน่าดู ตั้งแต่ รปภ. แม่บ้าน พนักงานอาร์เอส   ยืนจ้องมองเราสองคนอยู่ว่าจะทำอะไรตรงที่จอดรถ   คนนึงมันถอดเสื้ออีกคนมันถึือกล้อง นี่มันจะเล่นหนังเอ๊กซ์กันหรือเปล่า   ไม่ใช่นะครับพี่น้อง มันเปลี่ยนเป็นชุดสัตว์ประหลาดแล้ว   ผมโบกมือทักทายยามและแม่บ้าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เวลานั้นพนักงานแถวนั้นกำลังกลับจากการ  ออกไปรับประทานอาหาร เราจึงสวนทางกับผู้คนพอสมควร รวมถึงร้านผลไม้ดอง   ไส้กรอกอิสาน ล้วนจับตามองพวกเรา แต่คนที่ต้องใช้สมาธิสูงสุดน่าจะเป็น   อ.โฟร์คเพราะเขาไม่ได้ใส่หน้ากาก เดินถือกล้อง แต่เขาผ่านพ้นมาได้   ถือว่าเยี่ยม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมกดออดบ้าน อ.ปยุต ติ๊ง...ต่อง... เงียบ... ไม่เป็นไร   ชะโงกมอง ยังไม่มีใคร ก็เดินวนๆ เวียนๆ อยู่   ในคลิปนี่ตัดช่วงรอออกแล้วนะครับ ระหว่างรอ รถผ่านก็ตะโกนทักทายบ้าง   บีบแตรทักบ้าง ก็โบกมือทักทายกันไป จน อ.ปยุต ออกมา ท่านท่าทางจะชอบมาก   เพ่งมอง ถึงแม้สายตาท่านจะเห็นเราไม่ชัด ทว่าโดยโครงสร้างลักษณะรวมๆ   ไม่ใช่มนุษย์ปกติแน่ๆ แต่ท่านก็เปิดประตูต้อนรับเราอย่างดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เริ่มต้น กันด้วยดื่มน้ำเล็กน้อย แล้วอ.ปยุต ก็พูดคุยเล่าเรื่องต่างๆ   เกี่ยวกับตัวท่าน แล้วก็มาเริ่มเลคเชอร์เรื่องของประวัติอนิเมชั่น   ดังปรากฏในคลิปที่ท่านเห็นอยู่นี้   ดูท่านมีความสุขกับการให้ความรู้กับพวกเรามาก วันนั้นเลยอยู่เกือบสองทุ่ม   แล้วผมกับ อ.โฟร์คก็ลา อ.ปยุตกลับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา   ผมก็แวะเวียนไปนั่งฟังเรื่องราวในอดีต และอนิเมชั่นกับท่านอยู่บ่อยๆ   จนรู้จักลูกศิษย์คนสนิทของท่านในเวลานั้นคือพี่ทอม   รายละเอียดเรื่องพี่ทอมขอยกยอดไว้ก่อน แต่ที่พูดถึงพี่ทอม   เพราะจะบอกว่ารูปบางภาพที่มีผมอยู่พี่ทอมเป็นคนถ่ายให้   เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมาก เพราะผมได้ข้อมูลชื่อหนังการ์ตูนจาก อ.ปยุต มา   แล้วผมก็เอาชื่อนั้นเสิชหาในเน็ท ผมเจอเกือบทุกเรื่อง   และเป็นเรื่องที่คลาสสิคจริงๆ   ท่านเป็นเอนไซโคพีเดียด้านอนิเมชั่นที่เยี่ยมยอดมาก&lt;span style="font-style: italic;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt; &lt;/div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1664567325429047342-8915408571293912560?l=mangkashop.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mangkashop.blogspot.com/feeds/8915408571293912560/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mangkashop.blogspot.com/2011/05/blog-post_2975.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1664567325429047342/posts/default/8915408571293912560'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1664567325429047342/posts/default/8915408571293912560'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mangkashop.blogspot.com/2011/05/blog-post_2975.html' title='ระลึกถึง อ.ปยุต เงากระจ่าง'/><author><name>แมงกะโปน (Mangkapon)</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16934259360302014730</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/-5r1ppjWhJu0/TdFWPdaJH8I/AAAAAAAAABc/DnRlsdFhx18/s220/AVATAR2.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1664567325429047342.post-4492493164655284213</id><published>2011-05-21T01:35:00.000-07:00</published><updated>2011-05-21T02:05:48.572-07:00</updated><title type='text'>การไปเยือนญี่ปุ่นของ อ.ปยุต เงากระจ่าง</title><content type='html'>คลิปวิดีโอนี้เป็นการบันทึกเรื่องราวเมื่อครั้ง อ.ปยุต ทำงานอยู่ที่สำนักงานข่าวสารอเมริกัน ท่านได้มีโอกาสทำโปรเจคอนิเมชั่น เรื่อง การผจญภัยครั้งใหม่ของหนุมาน ซึ่งเป็นเรื่องราวของการต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ ท่านจึงได้เดินทางไปเยี่ยมชมสตูดิโออนิเมชั่นในประเทศญี่ปุ่น โดยผลงานเรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นที่นั่นเป็นผลงานการเคลื่อนไหวที่ค่อนข้างสมบูรณ์เลยทีเดียว คลิปนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นเบื้องหลังของอนิเมชั่นเรื่องนี้ก็ว่าได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;object width="320" height="266" class="BLOG_video_class" id="BLOG_video-6367b0c54632f15a" classid="clsid:D27CDB6E-AE6D-11cf-96B8-444553540000" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"&gt;&lt;param name="movie" value="http://www.youtube.com/get_player"&gt;&lt;param name="bgcolor" value="#FFFFFF"&gt;&lt;param name="allowfullscreen" value="true"&gt;&lt;param name="flashvars" value="flvurl=http://v12.nonxt4.googlevideo.com/videoplayback?id%3D6367b0c54632f15a%26itag%3D5%26app%3Dblogger%26ip%3D0.0.0.0%26ipbits%3D0%26expire%3D1332371845%26sparams%3Did,itag,ip,ipbits,expire%26signature%3D68CCD7D4E7DB48E1C79E356CE4A6C7DCE62CDF01.6751EECA189926E0C30E805E659890A4B9B5B329%26key%3Dck1&amp;amp;iurl=http://video.google.com/ThumbnailServer2?app%3Dblogger%26contentid%3D6367b0c54632f15a%26offsetms%3D5000%26itag%3Dw160%26sigh%3Dvhc_jAnuMG7I0JySIhZ5Vrn1bMw&amp;amp;autoplay=0&amp;amp;ps=blogger"&gt;&lt;embed src="http://www.youtube.com/get_player" type="application/x-shockwave-flash"width="320" height="266" bgcolor="#FFFFFF"flashvars="flvurl=http://v12.nonxt4.googlevideo.com/videoplayback?id%3D6367b0c54632f15a%26itag%3D5%26app%3Dblogger%26ip%3D0.0.0.0%26ipbits%3D0%26expire%3D1332371845%26sparams%3Did,itag,ip,ipbits,expire%26signature%3D68CCD7D4E7DB48E1C79E356CE4A6C7DCE62CDF01.6751EECA189926E0C30E805E659890A4B9B5B329%26key%3Dck1&amp;iurl=http://video.google.com/ThumbnailServer2?app%3Dblogger%26contentid%3D6367b0c54632f15a%26offsetms%3D5000%26itag%3Dw160%26sigh%3Dvhc_jAnuMG7I0JySIhZ5Vrn1bMw&amp;autoplay=0&amp;ps=blogger"allowFullScreen="true" /&gt;&lt;/object&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต้นฉบับดั้งเดิมเป็นฟิล์ม 16 มม. ถูกทำเทเลซีนมาลง VHS ผมนำมาแปลงเป็นไฟล์ดิจิตอลอีกที โดยไม่ได้ทำการแก้ไขภาพหรือปรับสี ปล่อยไว้สภาพเดิมๆ นะครับ มันได้อารมณ์คลาสสิคดี&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1664567325429047342-4492493164655284213?l=mangkashop.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mangkashop.blogspot.com/feeds/4492493164655284213/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mangkashop.blogspot.com/2011/05/blog-post_7650.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1664567325429047342/posts/default/4492493164655284213'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1664567325429047342/posts/default/4492493164655284213'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mangkashop.blogspot.com/2011/05/blog-post_7650.html' title='การไปเยือนญี่ปุ่นของ อ.ปยุต เงากระจ่าง'/><author><name>แมงกะโปน (Mangkapon)</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16934259360302014730</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/-5r1ppjWhJu0/TdFWPdaJH8I/AAAAAAAAABc/DnRlsdFhx18/s220/AVATAR2.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1664567325429047342.post-8585437580688912124</id><published>2011-05-21T01:10:00.000-07:00</published><updated>2011-05-21T01:31:41.991-07:00</updated><title type='text'>โอวาทจาก อ.ปยุต เงากระจ่าง ปี พ.ศ. 2551</title><content type='html'>&lt;div&gt;ต้นปี พ.ศ. 2551 อ.ปยุต เข้าโรงพยาบาลรามา นอนพักรักษาตัวอยู่  แล้วทางมหาวิทยาลัยรามคำแหงแจ้งให้ทางครอบครัว อ.ปยุตทราบว่า มหาวิทยาลัยจะมอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิติมศักดิ์ให้กับ อ.ปยุต  ทีนี้วันรับปริญญาก็มาตรงเอากับช่วงที่ อ.ปยุต นอนป่วยอยู่  ดังนั้นทางครอบครัวจึงไม่แน่ใจที่จะพา อ.ปยุต ไปรับปริญญาได้หรือไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนวันรับปริญญา อ.ปยุต ได้รับยานอนหลับไป ตื่นขึ้นมาท่านยังได้สติ  ถามพยาบาลว่าวันนี้วันอะไร พอพยาบาลบอก  อ.ปยุตจำได้ว่าวันนี้เป็นวันรับปริญญา  ท่านจึงบอกกับพยาบาลว่าไปบอกหมอให้หน่อยว่าวันนี้ขอออกไปรับปริญญา  พยาบาลจึงไปแจ้งให้คุณหมอทราบ  ทีนี้ทางคุณหมอคนนี้ก็ไม่ทราบเรื่องรับปริญญามาก่อน  หมอจึงคิดว่าท่านเพ้อจัด  เลยเข้ามาบอกท่านว่าไม่มีรับปริญญาที่ไหนที่นี่โรงพยาบาล คุณตาไม่สบายอยู่  อ.ปยุตก็ยืนยันที่จะต้องไปรับปริญญา  จนทางหมอต้านทานไม่ไหวก็เตรียมจัดยาระงับประสาทให้ โชคยังดีที่ทางครอบครัว  อ.ปยุต มาทัน จึงแจ้งให้ทางหมอทราบว่า เรื่องไปรับปริญญาเป็นเรื่องจริง  และในเมื่อ อ.ปยุต ต้องการไป ทางครอบครัวก็ก็จะขออนุญาตคุณหมอให้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/payut/Payut001.jpg" _mce_src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/payut/Payut001.jpg" alt="" height="530" width="400" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหตุผลหลักที่ อ.ปยุต ต้องการไปรับปริญญาในครั้งนี้ เพราะสมเด็จพระเทพฯ  ทรงโปรดผลงานของ อ.ปยุต มาก และเคยได้ตรัสขอชมผลงานของ อ.ปยุต โดยครั้งนี้  อ.ปยุต ได้เตรียมนำไปถวายท่าน ซึ่งผลงานต่างๆ  ของท่านผมเป็นคนแปลงเป็นข้อมูลดิจิตอลลงแผ่น  พี่ทอมเป็นคนมารับงานของผมไปให้กับ อ.ปยุต ลืมบอกไปนะครับ วันรับปริญญาของ  อ.ปยุต ผมไม่ได้ไป เพราะทางครอบครัว อ.ปยุต  ไม่ได้บอกรายละเอียดในเรื่องเวลาสถานที่  อีกอย่างบุคคลภายนอกจะเข้าไปลำบากมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาพวันรับปริญญาของ อ.ปยุต  วันนั้น จึงเป็นภาพที่ อ.ปยุตนั่งรถเข็น  โดยมีคณบดีหรือใครสักคนที่เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยรามคำแหงน่ะครับเป็นคน เข็นให้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/payut/Payut002.jpg" _mce_src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/payut/Payut002.jpg" alt="" height="327" width="452" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถือเป็นเกียรติครั้งสำคัญของ อ.ปยุต เลยทีเดียว ผมรอจนท่านหายดี  ออกจากโรงพยาบาลแล้วไปเียี่ยมท่านที่บ้าน  วันนั้นท่านยิ้มแย้มสดชื่นเพราะปิติกับการได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตในครั้ง นั้น ท่านพูดติดตลกว่า มาได้ด๊อกเตอร์เอาตอน 80  และก็พูดถึงเรื่องความพยายาม ต้องพยายามให้ถึงที่สุด แล้วมันจะสำเร็จเอง  โดยใช้เรื่องอิทธิบาท 4 ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา เป็นข้อชี้นำ  ในบรรดาข้อมูลต่างๆ ที่ผมได้จากท่าน ท่านขอให้ผมใช้มันเป็นแนวทาง  ผมขออนุญาตท่านถ่ายเก็บไว้เป็นที่ระลึก  ผมถือว่าสิ่งนี้เป็นมรดกชิ้นสำคัญที่ท่านมอบไว้กับพวกเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;object width="320" height="266" class="BLOG_video_class" id="BLOG_video-3dfcf56fef4b30c1" classid="clsid:D27CDB6E-AE6D-11cf-96B8-444553540000" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"&gt;&lt;param name="movie" value="http://www.youtube.com/get_player"&gt;&lt;param name="bgcolor" value="#FFFFFF"&gt;&lt;param name="allowfullscreen" value="true"&gt;&lt;param name="flashvars" value="flvurl=http://v12.nonxt4.googlevideo.com/videoplayback?id%3D3dfcf56fef4b30c1%26itag%3D5%26app%3Dblogger%26ip%3D0.0.0.0%26ipbits%3D0%26expire%3D1332371845%26sparams%3Did,itag,ip,ipbits,expire%26signature%3D10E1614E374ABF1B1FF8674FCD9817EBC1FA55AD.3BF60FDDFB11EA3741AA37C6A9252E4778570A90%26key%3Dck1&amp;amp;iurl=http://video.google.com/ThumbnailServer2?app%3Dblogger%26contentid%3D3dfcf56fef4b30c1%26offsetms%3D5000%26itag%3Dw160%26sigh%3DYKz6dU5dEut70pz8lnECI1BgJMU&amp;amp;autoplay=0&amp;amp;ps=blogger"&gt;&lt;embed src="http://www.youtube.com/get_player" type="application/x-shockwave-flash"width="320" height="266" bgcolor="#FFFFFF"flashvars="flvurl=http://v12.nonxt4.googlevideo.com/videoplayback?id%3D3dfcf56fef4b30c1%26itag%3D5%26app%3Dblogger%26ip%3D0.0.0.0%26ipbits%3D0%26expire%3D1332371845%26sparams%3Did,itag,ip,ipbits,expire%26signature%3D10E1614E374ABF1B1FF8674FCD9817EBC1FA55AD.3BF60FDDFB11EA3741AA37C6A9252E4778570A90%26key%3Dck1&amp;iurl=http://video.google.com/ThumbnailServer2?app%3Dblogger%26contentid%3D3dfcf56fef4b30c1%26offsetms%3D5000%26itag%3Dw160%26sigh%3DYKz6dU5dEut70pz8lnECI1BgJMU&amp;autoplay=0&amp;ps=blogger"allowFullScreen="true" /&gt;&lt;/object&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1664567325429047342-8585437580688912124?l=mangkashop.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mangkashop.blogspot.com/feeds/8585437580688912124/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mangkashop.blogspot.com/2011/05/2551_21.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1664567325429047342/posts/default/8585437580688912124'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1664567325429047342/posts/default/8585437580688912124'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mangkashop.blogspot.com/2011/05/2551_21.html' title='โอวาทจาก อ.ปยุต เงากระจ่าง ปี พ.ศ. 2551'/><author><name>แมงกะโปน (Mangkapon)</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16934259360302014730</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/-5r1ppjWhJu0/TdFWPdaJH8I/AAAAAAAAABc/DnRlsdFhx18/s220/AVATAR2.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/payut/th_Payut001.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1664567325429047342.post-3267861354245060758</id><published>2011-05-21T00:57:00.000-07:00</published><updated>2011-05-21T00:58:32.168-07:00</updated><title type='text'>ตำนานที่ถูกลืมของอนิเมชั่น สุดสาคร</title><content type='html'>&lt;div&gt;อ้างอิง : ข้อมูลจาก นิตยสาร a day ฉบับที่ 37 เดือนกันยายน พ.ศ.2546[/b]&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;สายัน บุญชอบ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ผู้สร้างภาพยนตร์การ์ตูนไทยเรื่องยาวคนแรก&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เกิด พ.ศ. 2493 ถึงแก่กรรม พ.ศ. 2542&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://a6.sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc6/225398_1650644240429_1666701585_1273920_5908718_n.jpg" _mce_src="http://a6.sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc6/225398_1650644240429_1666701585_1273920_5908718_n.jpg" alt="" height="720" width="557" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อ  พ.ศ.2522 สุดสาคร ออกฉายช่วงปิดเทอมใหญ่ที่โรงหนังเอเธนส์  แม้จะไม่ประสบความสำเร็จทางด้านรายได้ อ.ปยุต เงากระจ่าง ผู้ควบคุมการผลิต  ก็ได้ถูกจารึกในฐานะผู้กล้า  สร้างหนังการ์ตูนเรื่องยาวเป็นรายแรกของประเทศได้สำเร็จ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่บันทึกประวัติศาสตร์หนังไทย ก่อนหน้านั้นมีชื่อของชายผู้หนึ่งปรากฏอย่างเลือนลาง เขาคือ สายัน บุญชอบ หรือชื่อจริงว่า ยุพล บุญชอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"การ ทำหนังการ์ตูนจะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็เหมือนกับไม่มีอะไรเลย  แต่สิ่งหนึ่งที่นักทำหนังการ์ตูนจะต้องมีคือความอดทน" สายันกล่าวกับ พูลสุข  เหล็กพล ไว้ในนิตยสาร บีอาร์ เมื่อ พ.ศ. 2518  ขณะที่กำลังขะมักเขม้นกับการทำสุดสาครผจญภัยให้กับจิรบันเทิงฟิล์ม ของ  จีรวรรณ กัมปนาทแสนยากร  ในเวลานั้นเขาถูกเรียกขานว่าเป็นผู้สร้างหนังการ์ตูนเรื่องยาวเรื่องแรกของ ประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สายันจบการศึกษาจากโรงเรียนเพาะช่าง  ใช้วิชาความรู้ทางด้านศิลปะสร้างงานมาหลายอย่าง  ทั้งในวงการโฆษณาและวงการโทรทัศน์ หนึ่งในผลงานที่โด่งดังเป็นที่รู้จักคือ  ฝีมือสร้างฉากให้กับรายการ โบโซ่ รายการสำหรับเยาวชนลิขสิทธิ์จากต่างประเทศ  ซึ่งออกอากาศเมื่อประเมาณ 30 ปีล่วงมาแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ผมอยากจะจัดรายการ สำหรับเด็กทางทีวี น่าทำจะตายไป เล่านิทานให้ฟังบ้าง ห้ดให้ร้องรำทำเพลง  เขียนรูป ระบายสี หรือเล่นเกมต่างๆ ก็ได้" สายันกล่าวถึงความฝันของเขา  แต่ตลอดชีวิตไม่เคยทำให้เกิดขึ้น  มีเพียงหนังการ์ตูนเรื่องยาวเท่านั้นที่สายันมีโอกาสลงมือทำ  ทั้งที่ไม่มีความรู้ทางด้านนี้แต่อย่างใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในยุคที่คนทำหนังการ์ตูนมี ไม่เกินนิ้วมือข้างเดียว  สายันใช้วิธีศึกษาด้วยตนเองจากฟิล์มหนังการ์ตูนต่างประเทศของสถานีโทรทัศน์  บวกเข้ากับประสบการณ์ในการออกแบบ แล้วออกหาทุนจากผู้สร้างหลากราย  พร้อมกับกู้ยืมเงินจากเพื่อนฝูงมาลงทุน จนกระทั่งพบกับ จีรวรรณ  หนังการ์ตูนเรื่องแรกก็เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2517 ใช้ทีมงาน 20 ชีวิต  สร้างเครื่องไม้เครื่องมือการผลิตด้วยตนเอง ช่วยกันค่อยทำทีละเล็กละน้อย  กินเวลาจากเดือนเป็นปี เมื่อเข้าสู่ปีที่ 2 สุดสาครผจญภัย  ก็ไม่มีทีท่าจะปรากฏสู่สายตาเด็กไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"คือทางคณะกรรมการของบริษัทเขา พิจารณาแล้วเกิดไม่ชอบ เขาบอกว่ามันไม่มีความเป็นไทย ออกจะติดสากล  เขาบอกหน้าเด็กดูเป๋อๆ เท่าที่ผมดูการเคลื่อนไหวมันก็ยงมีกระตุก  แต่พี่สายันเขาเขียนได้สวยมาก สีหวานมาก" ประทีป หนูไกรหงส์  อดีตรุ่นน้องที่เคยคลุกคลีกับสายันและเป็นหนึ่งในทีมงานสุดสาคร ของ อ.ปยุต  เงากระจ่าง กล่าว เขามีโอกาสได้รู้จักกับสายันเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2519  ช่วงเวลาเดียวกับที่สุดสาครผจญภัยถูกระบับการสร้างได้ไม่นาน  โดยถ่ายทำเสร็จเพียง 30 เปอเซนต์เท่านั้น จากความยาวทั้งหมด 100 นาที  ตามที่สายันตั้งใจไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลตอบแทนจากความกล้าหาญในครั้งนั้นคือเขาแทบ หมดตัว ไม่สามารถสร้างสรรค์ผลงานการ์ตูนได้อีก  อย่างไรก็ตามสายันยังคงทำงานเกี่ยวเนื่องกับเด็กต่อไป  ต่อมาเขาเข้าทำงานที่แดนเนรมิต สวนสนุกแห่งแรกของประเทศไทย  เป็นผู้สร้างบ้านผีสิงและปราสาทเทพนิยายจนโด่งดัง แต่หลังจากหมดหน้าที่แล้ว  เขาต้องหันมาทำหน้ากากยางผีออกเร่ขายซึ่งยังเป็นคนแรกอีกเช่นเดิม  สร้างอาชีพใหม่ให้ใครต่างทำเลียนแบบ และในช่วงสุดท้ายของชีวิต  สายันทำม้าหมุนไฟเบอร์โดยให้ภรรยานำไปตระเวนเปิดให้เด็กๆ เล่นกันตามงานวัด  จนกระทั่งเสียชีวิตอย่างเงียบเชียบด้วยโรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใน แง่ของความสำเร็จของผูสร้างงาน ตลอดชีวิตเขาอาจไม่เคยพานพบ  แต่สำหรับฐานะของผู้สร้างรอยยิ้มให้เกิดบนแก้มของเด็กๆ คงไม่มีใครค้านว่า  สายัน บุญชอบ พบกับความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทความชื่อ Period People โดย ย้อนแสง นิตยสาร a day&lt;br /&gt;พิมพ์ใหม่โดย Mangkapon&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1664567325429047342-3267861354245060758?l=mangkashop.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mangkashop.blogspot.com/feeds/3267861354245060758/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mangkashop.blogspot.com/2011/05/blog-post_21.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1664567325429047342/posts/default/3267861354245060758'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1664567325429047342/posts/default/3267861354245060758'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mangkashop.blogspot.com/2011/05/blog-post_21.html' title='ตำนานที่ถูกลืมของอนิเมชั่น สุดสาคร'/><author><name>แมงกะโปน (Mangkapon)</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16934259360302014730</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/-5r1ppjWhJu0/TdFWPdaJH8I/AAAAAAAAABc/DnRlsdFhx18/s220/AVATAR2.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1664567325429047342.post-2826323628720512942</id><published>2011-05-16T23:41:00.000-07:00</published><updated>2011-05-16T23:42:12.131-07:00</updated><title type='text'>การผจญภัยที่ถนนข้าวสาร ปี พ.ศ. 2546</title><content type='html'>&lt;div&gt;เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณปลายปี พ.ศ. 2546 ผมลองคิดดูเล่นๆ  ว่าถ้าเกิดมีสัตว์ประหลาดออกไปขายของที่ถนนข้าวสาร  ผู้คนจะให้การสนับสนุนกันดีหรือไม่ จริงๆ  แล้วก่อนที่จะไปครั้งนี้เราเคยไปมาก่อนทีนึงแล้ว  แต่เป็นการไปกันสองคนผมกะอ๊อด ผมใส่แมงกะโปน อ๊อดใส่กาวินแมน  เอาโปสการ์ดไปขาย มีเด็กมาช่วยคนนึงป่านนี้คงโตแล้ว  ก็เดินขายของกันในนั้นสนุกสนาน  เหงื่อหยดติ๋งแต่ได้ประสบการณ์อันมีค่ามหาสนุกครับ  ต่อไปนี้เป็นเรื่องราวการไปเยือนถนนข้าวสารครั้งที่สอง  ครั้งนี้ผมใส่ชุดไปคนเดียว อ๊อดเป็นคนถ่ายภาพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนั้นเอาตุ๊กตาไปขาย ตัวละ 40 บาท ทีแรกตั้งกัน 39 บาท เหมือนตามตลาดนัด แต่ว่าขี้เกียจหาเหรียญบาททอน เลยปัดขึ้นไปเป็นเลขลงตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/mangkapon/B-04.jpg" _mce_src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/mangkapon/B-04.jpg" alt="" width="400" height="533" /&gt;&lt;/div&gt; &lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt; &lt;div&gt;ถ่ายรูปหน้ากองอำนวยการ ถ้าตอนนี้ไปถ่ายอีก คงมีการค้นตัวกันน่าดู&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/mangkapon/B-05.jpg" _mce_src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/mangkapon/B-05.jpg" alt="" width="466" height="383" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนใหญ่มาขอถ่ายรูป พอเสนอของโบกมือไม่เอา 40 บาทเองนะ สนับสนุนหน่อยสิ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/mangkapon/B-09.jpg" _mce_src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/mangkapon/B-09.jpg" alt="" width="468" height="351" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วก็เจอสปอนเซอร์หนึ่งรายที่ร้านแห่งนึง พ่อของน้องคนนนี้ซื้อให้ลูกไปหนึ่งตัว 40 บาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/mangkapon/B-08.jpg" _mce_src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/mangkapon/B-08.jpg" alt="" width="469" height="350" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เดินวนไปสองรอบยังไม่มีคนซื้อเพิ่ม นั่งพักเหนื่อยก่อนดีกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/mangkapon/B-06.jpg" _mce_src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/mangkapon/B-06.jpg" alt="" width="471" height="353" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เดิน ต่ออีกรอบ ก็ยังเหมือนเดิม มีแต่คนขอถ่ายรูป ไม่มีคนซื้อ เหงื่อหยดติ๋งๆๆ  ใส่ตา จนแสบตาไปหมด คุ้มมั้ยวะเนี่ย สงสัยต้องนอนมันแถวนี้หละ  นักดนตรีข้างหลังขอที่ผมหน่อยนะ จะนอนแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/mangkapon/B-07.jpg" _mce_src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/mangkapon/B-07.jpg" alt="" width="478" height="353" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฮึด สู้ขึ้นมาอีกรอบ เดินต่อ ไปเจอฝรั่งสาวสองคนนี้ สงสัยชะตาเราจะถูกกับของนอก  เธอขอถ่ายภาพแล้วให้ติ๊บมาสองร้อย โห ใจดีจัง เราเลยให้ตุ๊กตาไปคนละตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/mangkapon/B-10.jpg" _mce_src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/mangkapon/B-10.jpg" alt="" width="474" height="355" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอน ที่ฝรั่งจ่ายตัง มีขอทานคนนึงเห็น มันรีบตรงดิ่งเข้ามาหาเรา แล้วมาขอตัง  พี่ขอร้อยนึง ไอ้ห่าเอ้ย มึงเป็นใครวะเนี่ย  กูเหนื่อยแทบตายกว่าจะได้สองร้อย อยู่ดีๆ มึงมาขอครึ่งนึงเลย  เงินร้อยนึงในภาวะปกติมันไม่เยอะหรอก  แต่ถ้าคุณลองทำอะไรที่มันเหนื่อยยากแล้วได้มา คุณจะเห็นคุณค่าของมันมาก  ผมโวยมันไป บอกว่าพี่เล่นง่ายดีนะ ผมทำเหนื่อยแทบตาย  ถ้ามาช่วยกันทำงานจะไม่ว่าเลย มาใส่ชุดให้หน่อยได้มั้ยพี่  ว่าแล้วมันก็เดินออกไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สรุปยอดคืนนั้น 240 บาท  ยังไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ใครสนใจทำตามลองทำดูครับ  งานแบบนี้ห้ามขึ้นแทกซี่ไปกลับครับ รถเมล์เท่านั้นจึงคุ้ม&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1664567325429047342-2826323628720512942?l=mangkashop.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mangkashop.blogspot.com/feeds/2826323628720512942/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mangkashop.blogspot.com/2011/05/2546_16.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1664567325429047342/posts/default/2826323628720512942'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1664567325429047342/posts/default/2826323628720512942'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mangkashop.blogspot.com/2011/05/2546_16.html' title='การผจญภัยที่ถนนข้าวสาร ปี พ.ศ. 2546'/><author><name>แมงกะโปน (Mangkapon)</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16934259360302014730</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/-5r1ppjWhJu0/TdFWPdaJH8I/AAAAAAAAABc/DnRlsdFhx18/s220/AVATAR2.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/mangkapon/th_B-04.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1664567325429047342.post-7843557291118886982</id><published>2011-05-16T23:36:00.000-07:00</published><updated>2011-05-17T00:44:45.711-07:00</updated><title type='text'>ย้อนอดีตมาร์คฟิวเจอร์ พ.ศ. 2546</title><content type='html'>&lt;div&gt;สิ่งที่จะนำเสนอต่อไปนี้ อาจจะเหมือนฉายหนังซ้ำ  แต่มันก็ต้องทำอย่างนั้นเพราะข้อมูลเก่าหายไป เราก็ต้องมาเริ่มกันใหม่อีกที  ถ้าเป็นประโยชน์ก็เก็บไว้พิจารณาครับ ถ้าไม่เป็นประโยชน์ก็ปล่อยให้ผ่านๆ  ไป ผมเองก็เหมือนกับคนอื่นๆ ที่มีความฝัน อยากทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำ  ถึงแม้มันไม่เริดหรูนัก แต่มันก็ยังดีกว่าที่จะปล่อยโอกาสให้ผ่านไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ย้อน กลับไปเมื่อปลายปี พ.ศ. 2546 หรือต้น 2547 ประมาณเนี้ย  ก็ได้มีโอกาสรู้จักกับคุณแพงพวยคือคนที่ออกแบบอุลตร้าแมนมิลเลเนี่ยม อีลิท  ให้กับไชโย แล้วแกก็พาไปหาพี่ต้อม อวยพร เมฆกระจาย  (ปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้ว)  ซึ่งพี่ต้อมตอนนั้นแกกำลังมีโปรเจคทำฮีโร่ไทยโดยได้พูดคุยกับพี่อุ๋ย  ซึ่งเคยทำอยู่ที่ไชโยโปรดักชั่น แต่ยังติดขัดเรื่องงบประมาณ ผมพาอ๊อด  กาวินแมนเข้าไปคุย เพื่อนำเสนอ ตกลงกันว่าจะออกแบบทำชุดใหม่  โดยคุณแพงพวยเป็นคนออกแบบ  คุยกันเรียบร้อยวันนั้นยังไม่ทันกลับบ้านผมก็ทะเลาะกับแฟนของอ๊อดเรื่อง ลิขสิทธิ์ เหมือนกับว่าผมเป็นคนที่มาทีหลังแล้วจะมาฉกฉวยส่วนแบ่งไป   มันคือปัญหาหลักของมนุษย์เดินดินเรานี่แหละครับ ผลประโยชน์ ทั้งๆ  ที่ยังไม่ทันพูด ยังไม่ทันได้เกิดโปรเจคเป็นเรื่องเป็นราว  ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาจะเอาหรือเปล่า ผมเลยบอกเขาไปว่า  ผมจะเอาในส่วนที่อยู่ในความรับผิดชอบของผมเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผ่านไปสองวัน  พี่ต้อมโทรมาหาผม บอกว่าวันเสาร์ออกกองเลย เฮ่ย  อะไรมันจะเร็วขนาดนั้นพี่เขาบอกว่าตอนนี้ทางเขาพร้อมทางโปรดักชั่น  ทางเราพร้อมเรื่องชุด จะรอไปทำไม  และที่สำคัญตัวที่จะถ่ายนี้จะเป็นตัวทรีเซอร์ที่จะนำไปเสนอกับเจ้าของค่าย หนังแผ่นก่อนว่าเป็นอย่างไร  การถ่ายทำขอให้เก็บเป็นความลับห้ามบอกคุณแพงพวยกับพี่อุ๋ยนั่นไง....  มันเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เราเองต้องลำบากใจ  เพราะถ้าทำไปเราก็เหมือนทรยศกับคนที่เขาพาเรามา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมนั่งคิดนอนคิดว่า ทำไงดี เพราะถ้าวันนึงสองคนนั้นรู้ ผมก็หมาอยู่ดี อย่ารอเลย  ผมเลยโทรไปสารภาพกับคุณแพงพวย ว่ามันเกิดเหตุการณ์ยังงี้ขึน เขาบอกว่า  ทำไปเลย ในเมื่อเป็นความต้องการของพี่ต้อมแสดงว่าเขาคิดอะไรไว้ในใจแล้ว  ขอบใจมากที่มาบอก อืมม... ผมเองก็กลัวผิดใจกัน  เพราะของยังงี้มันเป็นเรื่องของความเห็น ในเมื่อเปิดทาง ผมก็ไปตามน้ำละกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อน วันเสาร์มีนัดถ่ายภาพนิ่ง ทุกอย่างเต็มไปด้วยความรีบเร่ง  ไม่รู้จะเร่งกันไปทำไม สมัยก่อนผมไฟแรงมาก ไอ้ชุดที่เห็นว่าห่วยเฮงซวยน่ะ  คืนเดียวทำเสร็จ ด้วยคนเดียว ไม่หลับไม่นอน  เช้ามาเขามารับยังต้องให้คนอื่นมานั่งช่วยเอาไดเป่ายางให้แห้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รู้สึก ว่าปัญหาระหว่างผมกะแฟนอ๊อดยังไม่จบ เธอยังพูดจาไม่เข้าหูจนเกือบทะเลาะกัน  เราเองก็ยังพอมีสติที่จะให้งานมาก่อนเรื่องความขัดแย้ง  ชนวนมันมาจากเรื่องผลประโยชน์ตัวเดียวแท้ๆ ผมบอกอ๊อดไปว่า บอกเมียมึงด้ว ย  สิทธิกาวินแมน กูไม่ได้อยากได้ส่วนแบ่ง มึงได้มามึงก็ไปให้เมียมึงละกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ มีการพูดคุยกันเรื่องผลประโยชน์ระหว่างทางเรากับพี่ต้อม  ทุกอย่างทำไปอย่างรีบเร่ง ถ่ายภาพนิ่ง โชะๆๆๆๆๆ มาราธอน แล้วก็กลับบ้าน  รอวันเสาร์ เพื่อออกกอง ถ่ายทำทรีเซอร์&lt;/div&gt; &lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt; &lt;div&gt;วันเสาร์ผมก็ไม่ได้นอนอีกตามเคย เพราะลุยทำชุดสัตว์ประหลาดเพิ่ม  เพื่อให้มีหลายๆ ตัว ทีมงานมารับผมที่บ้านตอนตีห้า  ออกเดินทางไปจังหวัดนครนายก  ที่นั่นเป็นที่ที่คนทำหนังไทยรุ่นเก่าชอบมาถ่ายกัน  เพราะรู้จักคุ้นเคยกับคนท้องที่ ระเบิดป่า เผากระท่อม ทำได้เต็มที่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กว่า จะเตรียมข้าวของ กินข้าว ดูโลเคชั่น วางแผนงานกัน  ได้ถ่ายก็ซัดไปเที่ยงตะวันตรงกบาลพอดี แล้วชุดเราก็อย่างหนา  ผมยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีสตั๊นมาใส่ให้  คนที่ได้รับคัดเลือกมาใส่ชุดสัตว์ประหลาดของผม ตัวผอมๆ สูงๆ ดูไม่น่ารอด  แต่มันบอกผมว่า โธ่พี่ ผมเกิดมาเพื่อสิ่งนี้เลยนะ ชุดพี่นี่แม่ม แนวจริงๆ  ว่างๆ ผมขอยืมใส่ไปเดินเล่นหน่อยนะ ยังพูดกันเล่นอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การทำงาน ทุกอย่างต้องรวดเร็วฉับไว เพื่อให้ปิดกองได้ภายในหนึ่งวัน  จ่ายค่าแรงกันคิวเดียว  ซึ่งตอนนั้นผมเองกะอ๊อดก็ยังไม่เข้าใจว่าระบบคิวมันเป็นยังไง  ช่วงเที่ยงนี่ก็เป็นคิวของสัตว์ประหลาด ก็เป็นการทดสอบระยะกล้อง วางคิวเดิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/kamoman/Be-06.jpg" _mce_src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/kamoman/Be-06.jpg" alt="" width="443" height="332" /&gt;&lt;/div&gt; &lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt; &lt;div&gt;ดูชุดกันใกล้ๆ สมัยก่อนใช้เงินส่วนตัวทำ มีเงินน้อยก็ทำได้แค่นี้  ของทำในครัวเรือน หัวสัตว์ประหลาดขึ้นโครงบนโถชักโครกครับ ทำในห้องน้ำ  ไม่ได้ไปจ้างใครทำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/kamoman/Be-02.jpg" _mce_src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/kamoman/Be-02.jpg" alt="" width="453" height="339" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอให้สังเกตเงานะครับ สั้นๆ แดดเปรี้ยงๆ เต็มกบาล กลางแจ้ง ในเดือนที่ร้อนสัดๆ ประมาณเดือนนี้แหละครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/kamoman/Be-05.jpg" _mce_src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/kamoman/Be-05.jpg" alt="" width="454" height="340" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อุปกรณ์ที่นั่นมีครบ ทั้งเครน ทั้งดอลลี่ ทีมงานยกกันมาทั้งบริษัท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/kamoman/Be-01.jpg" _mce_src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/kamoman/Be-01.jpg" alt="" width="440" height="330" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากที่ถ่ายตรงทางลงเขานี่เสร็จ ก็จะไปถ่ายอีกที่นึง เป็นเนินสูง ทีมสตั๊นเตรียมพร้อม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/kamoman/Be-03.jpg" _mce_src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/kamoman/Be-03.jpg" alt="" width="417" height="488" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คน ที่ใส่ชุด พอมันรู้ว่าจะมีการฝังเอฟเฟคที่ชุดสัตว์ประหลาด มันเลยเดินมาหาผม  พี่ครับ ใส่ชุดให้ผมหน่อย ผมร้อน หาคนแทนไม่ได้  ผมก็เลยเปลี่ยนกะมันใส่ชุดแทนให้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วผมก็เดินไปให้คนทำเอฟเฟคฝัง ระเบิดตามชุด ผมเองก็พอรู้อยู่นะว่ายางเนี่ย เวลาติดไฟแล้วมันดับยาก  จะหวังเอาเครื่องดับเพลิงมาฉีด ไม่มีละครับ มีแต่ทราย กับตีนเขาเหล่าทีมงาน  ช่วยกันเขี่ยช่วยกันกระทืบเพื่อดับไฟ โชคดีที่เทคเดียวผ่าน  แต่ก็ทิ้งร่อยรอยไหม้ไว้ที่ชุด หลังจากพ้นฉากอันตราย  สะตั้นมันก็กลับมาใส่ตามเดิม..... หน้าที่ใครกันแน่วะ???&lt;/div&gt; &lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt; &lt;div&gt;อ๊อดไม่ยอมน้อยหน้าขอใส่ชุดกาวินแมนเองบ้าง ถ่ายอยู่หลายเทคไม่ผ่าน  พี่อ๊อดไม่ยอมใช้สะตั๊น เพื่อให้เห็นสปิริทอันแรงกล้ว ผมไปกินข้าว หลบแดด  กินน้ำ ผ่านไปสองชั่วโมงกลับมา ฉากนั้นก็ยังไม่ผ่าน อ๊อดเหงือตกกีบ  สุดท้ายต้องยอมเปลี่ยนให้สะตั้นใส่แทน เพราะไม่รู้คิวกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/kamoman/Be-04.jpg" _mce_src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/kamoman/Be-04.jpg" alt="" width="454" height="605" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอ ถ่ายฉากนั้นจบ ก็เป็นฉากปล่อยอาวุธยิงแสงทำลายล้างกัน ท่าทางจะมัน  ฉากนี้ย้ายไปที่ตีนเขาที่เขาขุดเป็นช่องเอาไว้ สะเก็ดก้อนหินเยอะน่าดู&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/kamoman/Be-07.jpg" _mce_src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/kamoman/Be-07.jpg" alt="" width="454" height="233" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การ ปล่อยแสงของทีมนี้เขาไม่ใช้ CG ครับ เป็นระเบิดก้อนจริง  ก็ดินปืนชนิดไม่มีสะเก็ดน่ะครับ ต่อชนวนเข้าไป  จุดระเบิดด้วยแบตเตอรี่รถยนต์  ก่อนจะทำการระเบิดต้องไปเคลียร์สถานที่ไม่ให้มีก้อนหิน ขวด  หรือไม้ที่จะเป็นอันตราย เพราะเวลาระเบิดของพวกนี้ก็จะกระเด็นใส่นักแสดง  ดูจากโลเคชั่นคงหลบเลี่ยงก้อนหินยาก เอาระเบิดฝังไว้ก่อน  วางมาร์คกิ้งแล้วให้นักแสดงถอยออกมา ดูการรักษาชุดทำมาหากินของสตั๊นนะ  มันโยนทิ้งเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/kamoman/Be-08.jpg" _mce_src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/kamoman/Be-08.jpg" alt="" width="455" height="218" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดูภาพการระเบิดจากคลิปในยูทูปแล้วกันนะครับ ส่วนฝ่ายตัวพระเอกเราก็จะเป็นฝังระเบิดควัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/kamoman/Be-09.jpg" _mce_src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/kamoman/Be-09.jpg" alt="" width="462" height="215" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การถ่ายทำตั้งแต่เที่ยงยันเย็น สะตั้นตัวผอมๆ นั่น มันไม่ได้พักเลย หลังจากที่เปลี่ยนกะผมใส่ แล้วมันก็ร่วงลงไปกองกะพื้น...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/kamoman/Be-10.jpg" _mce_src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/kamoman/Be-10.jpg" alt="" width="497" height="342" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอบอก ว่าวันนั้นสะตั้นมากันเป็นสิบคน  แต่ใส่ชุดช่วงเช้ามีแต่ไอ้หมอนี่แล้วก็สตั๊นที่ใส่กาวิน  รู้สึกว่าสะตั้นกาวินมีอีกคนนึงใช้ตอนตีลังกาด้วย สะตั๊นคนอื่นๆ  ที่มาเห็นมันวิ่งไล่เตะกันสนุกสนาน เป็นงานที่สบายมากเลย....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังถ่ายช่วงกลางวันถึงเย็นเสร็จ เราถ็ชักภาพถ่ายรูปกันเป็นที่ระลึก&lt;/div&gt; &lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/kamoman/Be-11.jpg" _mce_src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/kamoman/Be-11.jpg" alt="" width="450" height="247" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นึก ว่าจะกลับบ้านกันแล้ว ที่ไหนได้ มีถ่ายช่วงค่ำ  ตอนนั้นผมยังใช้กล้องกระจอกอยู่ เลยถ่ายกลางคืนไม่ได้  ดูเอาในยูทูปละกันครับ ตามลิงค์นี้  http://www.youtube.com/watch?v=6SHIbUCoO2Q&lt;/div&gt; &lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt; &lt;div&gt;คืนนั้นเหมือนออกค่ายลูกเสือ มันคืออุทยานแห่งชาติวังตะไคร้  กองถ่ายหาโลเคชั่นตั้งเครนกัน  แต่ปรากฏว่ากิ่งไม้ของอุทยานแห่งชาติขวางหูขวางตา  เขาก็ตัดทิ้งกันไปเลย...ฉากฝังเอฟเฟคในน้ำเราดูกันสะใจ  แต่หลังจากถ่ายทำสิ่งที่ตามมาคือปลาลอยอืดในน้ำเป็นแพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คืนนั้นส่วน ใหญ่ผมใช้เวลากับการพูดคุยกับทีมงานในนั้น ผมศรัทธาผู้กำกับมาก  แกเป็นคนที่มีทัศนะและความสามารถที่ดีเยี่ยมในสายตาของผม  แต่ไม่ขอเอ่ยชื่อท่านผู้นี้ละกัน เพราะในที่สุดเราก็มามีปัญหาในภายหลัง  อันจะกล่าวถึงในคราวต่อๆ ไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้กำกับท่านนั้นกล่าวว่า น้อง...  งานของพวกน้องนี่แหละเป็นของจริง  คนอื่นที่เสนอมามันเป็นแค่งานบนกระดาษใช้งานอะไรไม่ได้ ผมบอกว่า  แต่ชุดที่เรามาถ่ายกันยังไม่ดีพอนะครับ ผู้กำกับตอบว่า  ตอนนี้เรามีทุนแค่นี้เราได้แค่นี้ ใครจะว่าไม่ดี ก็ดีกว่าไม่ได้ทำ  ลองเรามีทุนมากเหมือนคนอื่นเราจะทำให้ดีกว่าเขาก็ทำได้  เออ...เนอะ  พวกเรารู้สึกหลงรักผู้กำกับคนนี้ขึ้นมาทันที  แกมีวิธีการพูดหว่านล้อมเอาใจคนเก่งมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริงๆ  แล้วอ๊อดอยากเล่นเป็นตัวพระเอกที่ยังไม่แปลงร่าง  แต่พี่ต้อมก็เอานักแสดงสุดหล่อร่างใหญ่เทรนเกาหลีมาเล่นแทน  ผมเคยเห็นเขาเล่นโฆษณาแป้งเย็นอยู่ครั้งนึง  นึกชื่อไม่ออกเหมือนกันว่าชื่ออะไร  แต่บางทีการไปกังวลกับพระเอกหุ่นดีหน้าหล่อ  แล้วเอาสะตั๊นตัวเตี้ยม่อต้อมาเล่นเป็นตัวตอนแปลงร่างมันขัดๆ ยังไงกันพิกล  แต่อย่างว่านะ มันไม่ใช่เงินเรา เขาจะจ้างใครมา มันเรื่องของเขา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คืน นั้นฉากต่อสู้กันรู้สึกว่ามันมาก  เพราะทีมสะตั้นมันไม่เหนื่อยเหมือนตอนกลางวัน ตอนฉากพระเอกขี่มอเตอร์ไซค์  แล้วมีระเบิดตามนี่ มีชิ้นส่วนบางอันกระเด็นเป็นไฟลามทุ่ง  หน้าที่ของทีมสะตั้นแสดงให้เราเห็นแล้ว พวกเขาคือเครื่องดับเพลิงอย่างดี  ที่ไหนมีไฟ ที่นั่นมันตามไปกระทืบ ตี๊บๆๆๆๆ โห ดีกว่าซื้อแบบเป็นถังอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คืน นั้นปิดกอง เอาดึกมาก  และช่วงนั้นรัฐบาลประกาศไม่ให้จำหน่ายน้ำมันหลังเที่ยงคืน  ทำให้พวกเราลำบากกันมาก  โดยเฉพาะผมที่ขนสัตว์ประหลาดไปหลายตัวถูกปล่อยลงกลางทางให้ไปโบกแท๊กซี่  แม่ม.. นึกแล้วสงสารตัวเองจริงๆ ไม่รู้ว่าผ่านวันนั้นมาได้ยังไง&lt;/div&gt; &lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt; &lt;div&gt;หลังจากวันนั้นผ่านไป  พวกเราก็ตั้งตาคอยภาพผลงานในวันนั้นอย่างใจจดใจจ่อ หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป  ผมโทรไปหาพี่ต้อม แกบอกว่า บริษัทหนังสนใจ  แต่ติดว่าถ่ายกาวินแมนออกมาแล้วเหมือนกล่องกระดาษ ดูไม่เท่ห์  อยากให้ออกแบบใหม่  พี่ต้อมให้ผมไปคุยกับอ๊อดว่าค่าลิขสิทธิ์ในการนำมาสร้างหนังเท่าไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผม กลับไปถามอ๊อดว่าเท่าไร อ๊อดบอกว่า กูคำนวณไว้แล้วกูกะแบ่งกันคนละแสน  มึงแสน กูแสน แก๊บแสน (แก๊บคือเมียอ๊อดตอนนั้น) ผมบอกว่า เออ  กูไม่อยากมีปัญหา มึงกะเมียมึงแบ่งกันคนละแสนห้าเลยแล้วกัน  กูไปเอาตรงอื่นก็แล้วกันเหรอ เอางั้นเหรอ อ๊อดก็ว่าตามกันกะผม  คือสามแสนนั้นเขารับไว้แบ่งกับเมียเขา ส่วนผมเอาในส่วนของโปรดักชั่นชุด  ซึ่งตอนนั้นผมก็เข้าใจว่ายังไงผมก็ต้องได้ทำชุดทั้งหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอโทรไปหาพี่ต้อม ผมก็บอกราคาตามที่อ๊อดปรารถนา สามแสนถ้วน พี่ต้อมพูดมาคำนึง....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;หึ..&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น้ำเสียงแบบสลดผสมเย้ยหยัน ยังไงบอกไม่ถูก แล้วแกก็วางสายไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมบอกกับอ๊อดว่าเฮ้ย ท่าทางเขาจะไม่เอาว่ะ เขาไม่มีท่าทีตอบรับเลย สงสัยแพงไป มึงจะลดมั้ย อ๊อดบอก เขาอาจกำลังตัดสินใจอยู่ รอต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สาม วันก็แล้ว หนึ่งสัปดาห์ก็แล้ว มีแววว่าจะอดแดก... ได้ข่าวว่าทรีเซอร์เสร็จ  ผมก็เข้าไปเอาทรีเซอร์ที่ออฟฟิต  พี่ต้อมแกก็เอาหนังคาเมนไรเตอร์อากิโตะมาเปิดให้ดู แล้วก็พูดคุยกันว่า  จะทำหนังไอ้มดแดง จะใช้ชื่อมาร์คไรเดอร์เลย  เพราะคำว่ามาร์คไรเดอร์เป็นคำสามัญ ไม่มีลิขสิทธิ์ เอางั้นเลยเหรอ....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วัน นั้นกลับบ้านไปอย่างสิ้นหวัง เพราะคิดว่าแกเพี้ยนแน่  แล้วคืนต่อมาหลังจากวันนั้นประมาณสามทุ่ม  พี่ต้อมโทรมาบอกนัดเจอกันหน่อยเดี๋ยวพาไปกินข้าว ผมไปกะแกแล้วก็ผู้กำกับ  ไปคุยกันที่ร้านอาหาร กับโปรเจคใหม่ มาร์คไรเดอร์โกลด์ หน้าเป็นมดแดง  แต่ชุดเป็นนักรบไทย ใช้ดาบฟ้าฟื้น เอากันเข้าไป...สนุกกันใหญ่  ผมคิดว่าเราคงมาคุยกันเล่นๆ สนุกๆ แล้วก็จบกันไป  แต่คืนนั้นดูเหมือนยาวนาน...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พี่ต้อมเล่าชีวิตแกสมัยวัยรุ่น  แต่ผมฟังดูแล้วเหมือนนิทานมากกว่า  แกบอกว่าสมัยวัยรุ่นแกเปิดร้านขายไข่อยู่ในตลาด... แกขายดีมาก  แล้ววันนึงก็มีร้านขายไข่มาเปิดอยู่ข้างๆ อีกร้านนึง มาขายแข่งกับแก  ราคาถูกกว่า ลูกค้าพากันหันไปซื้อไข่ร้านข้างๆ หมด  แกเลยต้องมาลดราคาแข่งกับร้านไข่ข้างๆ พอเราลด มันก็ลดตาม แล้วถูกกว่า  พี่ต้อมบอกว่า พี่เลยทั้งลดทั้งแถม มันก็ยังแถมตาม ตอนหลังพี่ยอมขาดทุน  แจกฟรี จนร้านขายไข่ข้างๆ มันอยู่ไม่ได้ เจ๊งก่อน เปิดหนีไป...  แกเลยกลับมาขายได้ดีเหมือนปกติ ผมฟังจบ ผมคิดว่า เอ...  แกพยายามจะสื่ออะไรกับเรา กูงงว่ะ แล้วก็บอกว่า ธุรกิจมันต้องเจ๊งก่อน  เพื่อความสำเร็จของอนาคต ใครทนได้นานสุดคือผู้ชนะ อ้อ... ยังงี้นี่เอง  แกพยายามบอกผมว่า ถ้าผมจะทำธุรกิจกับแกให้ยอมเจ๊งก่อน เพื่ออนาคตที่สดใส  แต่ก็ไม่ไหวนะพี่นะ เอาเป็นว่าจะทำให้ถูกที่สุดเท่าที่จะทำได้ละกัน  ผมเสนอราคาพร้อมออกแบบไปที่สองหมื่นห้า แกเงียบ... แล้วบอกว่า  ลองไปออกแบบมาให้ดู&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมลองขีดๆ เขียนๆ อยู่สองสามวัน  แล้ววันที่สามแกก็โทรมาบอกว่า ไม่ต้องออกแบบหรอก ทำได้เลย  ให้ออกมาเหมือนอย่างที่คุยกันวันนั้น ว๊าว.... และวันนั้น  โปรเจคมาร์คไรเดอร์โกลด์ก็ถือกำเนิดขึ้น&lt;/div&gt; &lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt; &lt;div&gt;สองหมื่นห้า ดูเหมือนว่าเยอะ แต่ในความเป็นจริง  มันเป็นการตีเผื่อการแก้ไข ซึ่งผมคิดว่ามันต้องโดนแก้หลายครั้งแน่ๆ  แล้วมันก็เป็นดังคิด ครั้งแรกผมตีแพทเทินกระดาษ  แล้วใช้สีโป้วมาขึ้นโครงใส่รายละเอียด ปรากฏว่าหัวนั้นหนักมากๆ  และมีวี่แววชิ้นส่วนต่างๆ บนหัวจะหลุดแตกออกมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้กำกับบอกว่า ขอเป็นวัสดุที่มีความยืดหยุ่นได้ ไม่แตกหัก ทนกับการเคลื่อนไหวต่อสู้ ผ้าขอเป็นผ้าสแปนเด็กซ์ ผมก็ทำตามที่ขอมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โครงข้างในก็ขึ้นจากกระดาษเหมือนเดิม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/kamoman/Be-12.jpg" _mce_src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/kamoman/Be-12.jpg" alt="" width="430" height="549" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เคลือบยาง และใช้สีสำหรับทายางโดยเฉพาะทา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/kamoman/Be-13-1.jpg" _mce_src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/kamoman/Be-13-1.jpg" alt="" width="434" height="601" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะก็เช่นเดียวกัน กระดาษกับยาง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/kamoman/Be-14.jpg" _mce_src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/kamoman/Be-14.jpg" alt="" width="448" height="407" /&gt;&lt;/div&gt; &lt;div&gt;&lt;br /&gt;ทำเสร็จก็ใส่ไปให้เพื่อนแถวบ้านช่วยถ่ายให้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/kamoman/Be-15.jpg" _mce_src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/kamoman/Be-15.jpg" alt="" width="436" height="640" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลองขี่มอเตอร์ไซค์ดู เด็กๆ แถวบ้านแตกตื่นกันน่าดู&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/kamoman/Be-16.jpg" _mce_src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/kamoman/Be-16.jpg" alt="" width="436" height="338" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำ เสร็จไม่รอช้า ก็เอาชุดไปส่ง และลองเขวี้ยงหัวอัดกับกำแพงให้ดูเลยว่าไม่แตก  วันนัดออกกอง ผมไปกับกองถ่ายด้วย แต่วันนั้นผู้กำกับเบี้ยวไม่ยอมมา  เลยยกกองกลับหมด&lt;/div&gt; &lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt; &lt;div&gt;เวลาผ่านไปเป็นเดือน ไม่มีใครติดต่อมา  ผมติดต่อไปส่วนใหญ่พี่ต้อมแกก็ไม่อยู่ เลยได้สินใจไปที่ออฟฟิต เลยรู้ว่า  เขาได้ทีมใหม่มาทำชุดแทนผมแล้ว ซึ่งทีมนั้นก็คือทีมไชโยเก่า  โดยการแนะนำของพี่รามผู้กำกับเหยี่ยวพิฆาตที่สำคัญพี่ต้อมบอกว่าชุดละหกพัน เอง... โห... หกพัน มันทำได้ห้วยเหรอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปกติชุดพวกนี้ถ้ารับกันโดยทั่ว ไปอยู่ที่ประมาณสามหมื่นถึงสามหมื่นห้า แต่ถ้าเขาทำได้หกพัน  ก็ถือว่าเป็นการเซฟเงินของโปรดักชั่นได้เป็นอย่างมาก  แถมยังมีงานดีไซน์เป็นของแถมให้อีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/kamoman/Be-24.jpg" _mce_src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/kamoman/Be-24.jpg" alt="" width="416" height="1024" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/kamoman/Be-22.jpg" _mce_src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/kamoman/Be-22.jpg" alt="" width="480" height="740" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/kamoman/Be-21.jpg" _mce_src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/kamoman/Be-21.jpg" alt="" width="480" height="749" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/kamoman/Be-23.jpg" _mce_src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/kamoman/Be-23.jpg" alt="" width="480" height="753" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาร์คฟิวเจอร์ตัวใหม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/kamoman/Be-17.jpg" _mce_src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/kamoman/Be-17.jpg" alt="" width="454" height="494" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปิศาจเซ็ทใหม่&lt;/div&gt; &lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/kamoman/Be-18.jpg" _mce_src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/kamoman/Be-18.jpg" alt="" width="425" height="476" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/kamoman/Be-19.jpg" _mce_src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/kamoman/Be-19.jpg" alt="" width="425" height="566" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อืม ม... เราก็เข้าใจในเหตุผล ได้จับชุดจริง ก็ยังรู้สึกว่าคุ้มค่าจริงๆ  ทีมมีสามคน รับชุดละหกพัน มันแบ่งกันคนละพัน หักค่าของ  งานก็ไม่ใช่วันเดียวเสร็จ ผมว่าแคะหนมครกขายยังรวยกว่าเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเข้าใจ ว่าคนเราแข่งขันกันก็เพื่อความอยู่รอด อย่างสมมติเราตั้งราคาของ 250 บาท  คนอื่นขาย 100 คนก็เทไปหาอีกคน พออีกคนเห็นว่าร้อยนึงขายได้ เขาก็ขาย 70  บาท ถ้าเราจะชิงความอยู่รอดกลับ ก็ต้องอัดเข้าไป 50 บาท  จนกว่าจะแพ้กันไปข้าง เหมือนนิทานเรื่องคนขายไข่ที่พี่ต้อมเล่า  ฉะนั้นเรายอมถอยออกมาดีกว่า ถ้าคิดว่าไม่คุ้ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ก็ยังรู้สึกยินดี ที่ได้รับคำตอบมาว่า ชุดมาร์คฟิวเจอร์ที่ทำมาใหม่ชุดเนียนสวย  แต่ใช้งานจริงไม่ได้ ขยับสองทีเกราะหลุด ต่อยไปต่อยมา  ก็ต้องคอยระวังชิ้นส่วน จะตีลังกาก็ต้องคอยระวังหัวแตก  ฉะนั้นเขาจึงเลือกใช้ชุดเดิมในการถ่ายทำ แล้วใช้ชุดที่ทำใหม่  เป็นชุดที่ถ่ายภาพนิ่งทำปก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่รถกองถ่ายก็ยังเป็นตัวเดิม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/kamoman/Be-20.jpg" _mce_src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/kamoman/Be-20.jpg" alt="" width="451" height="329" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลัง จากนั้นผ่านไปหลายเดือนจนได้เห็นวีซีดีออกมา  ก็ได้ข่าวมาว่าทีมงานที่ไปทำชุด  มีปัญหาอย่างแรงกับพี่ต้อมเกี่ยวกับเรื่องค่าจ้าง  ผู้กำกับได้มาเฉลยกับผมทีหลังว่าไอ้ชุดทั้งหลายน่ะไม่ใช่หกพันหรอก  เป็นหมื่น มันเขียนภาพมากันขนาดนั้นมีเหรอที่มันจะเรียกแค่หกพัน อืมมม...  นั่นซิเนอะ&lt;/div&gt; &lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt; &lt;div&gt;ตอนนั้นได้ข่าวว่ายอดขายวีซีดีของมาร์คฟิวเจอร์แรงมาก  เพราะตอนนั้นไม่มีใครทำออกมาขาย อ๊อดเคยบอกผมว่าสิ่งนึงที่คนในทุกๆ  ชาติต้องการคือความเป็นชาตินิยม ฮีโร่ไทยเป็นสิ่งที่ถือว่ามีน้อยมาก  ยิ่งออกมาในยุคที่มีการประกาศสิทธิ์อุลตร้าแมนว่าเป็นของไทย  คนยิ่งหันมาให้ความสนใจในฮีโร่ไทยมากยิ่งขึ้น เรียกว่าเกาะกระแสกันไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชุด แรกขายดี จึงรีบทำภาคสองออกมา แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงก็คือ  เปลี่ยนจากผู้กำกับคนเดิมเป็นผู้กำกับอีกคน  แล้วเอาทีมสะตั้นจากไหนมาก็ไม่รู้ ลองดูภาคสองแล้วจะเห็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งานนี้ผม ถือว่าเป็นการสนองความต้องการของพี่ต้อมแก เพราะแกก็เป็นคนรุ่นประมาณพี่ๆ  ในเวบที่ทันพิริยะสาส์น แกผูกพันธ์กับเรื่องพวกนี้มาตั้งแต่เด็ก  มีความตั้งใจที่จะทำหนังฮีโร่ การติดต่อกับแกครั้งท้ายสุด  แกไปทักผมในเวบสมาคมผู้กำกับ แล้วก็ทิ้งเบอร์ให้โทรกลับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมโทรไปคุย  แกบอกว่ามีโครงการจะทำภาคที่สาม อยากให้ผมทำชุดให้  หรือไม่ก็ขอเช่าชุดมาถล่มหน่อย ก็คุยกันสนุกๆ ไป  ก็ยังชวนให้ผมไปเยี่ยมแกที่ออฟฟิต  แต่ช่วงนั้นผมเองก็เริ่มคิดจะเปลี่ยนแนวไปทำอย่างอื่นแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วเมื่อ ไม่นานมานี้ผมก็ได้ข่าวมาว่า แกเสียชีวิตไปแล้ว ผมก็ยังอดใจหายไม่ได้  เพราะคนเคยคุยเคยร่วมคิด เคยร่วมฝันกันมา  ก็เพียงแต่ขอให้พี่ต้อมหลับให้สบายครับ ถ้ามีโอกาสผมอาจกลับมาสานฝันต่อ....&lt;/div&gt; &lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt; &lt;div&gt;ภาพโฆษณาเปิดตัว การ์วินแมน ในหนังสือบันเทิงเล่มนึง จำชื่อไม่ได้  ทางพี่ต้อมได้ส่งแอดไปลง เตรียมพร้อมที่จะทำหนังกาวินแมน  แต่ติดตรงที่ค่าลิขสิทธิ์ที่สูงเกินกว่าที่จะตกลงกันได้  ถ้าเปลี่ยนจากสามแสน เป็นสามหมื่น ป่านนี้คงได้ทำไปแล้ว....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/kamoman/Be-25.jpg" _mce_src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/kamoman/Be-25.jpg" alt="" width="427" height="363" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บาง ทีของพวกนี้ ถ้าไม่เคยทำมาก่อน เราจะไม่รู้เรทว่าเขาทำกันเท่าไรอย่างน้อย  ถ้าเรามีแนวทางเป็นไกด์บ้าง  เราก็สามารถที่จะตกลงกับเขาได้ง่ายขึ้นถือว่าเป็นบทเรียน  ที่เอามาถ่ายทอดให้ได้อ่านกัน&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1664567325429047342-7843557291118886982?l=mangkashop.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mangkashop.blogspot.com/feeds/7843557291118886982/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mangkashop.blogspot.com/2011/05/2546.html#comment-form' title='2 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1664567325429047342/posts/default/7843557291118886982'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1664567325429047342/posts/default/7843557291118886982'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mangkashop.blogspot.com/2011/05/2546.html' title='ย้อนอดีตมาร์คฟิวเจอร์ พ.ศ. 2546'/><author><name>แมงกะโปน (Mangkapon)</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16934259360302014730</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/-5r1ppjWhJu0/TdFWPdaJH8I/AAAAAAAAABc/DnRlsdFhx18/s220/AVATAR2.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/kamoman/th_Be-06.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1664567325429047342.post-5566135291563653446</id><published>2011-05-16T12:43:00.000-07:00</published><updated>2011-05-16T12:45:58.345-07:00</updated><title type='text'>บันทึกเรื่องจริง ตอน ลูกแมวที่น่าสงสาร</title><content type='html'>เืรื่องนี้เป็นเหตุการณ์เมื่อสักสามปีที่แล้วตอนเมียผมกำลังตั้งท้อง  เขาออกไปทำงาน ส่วนผมก็ออกไปเดินหาของเก่าที่ตลาดปัฐวิกรณ์ ช่วงประมาณบ่ายๆ  ผมกำลังนั่งรอรถเมล์อยู่ที่ป้าย  ในป้ายนั้นก็มีผู้ชายอยู่สองคนคือผมกะอีกคน  แล้วก็กลุ่มนักเรียนหญิงมัธยมสองสามคม ระหว่างนั้นรถกระบะวิ่งผ่านหน้าไป  ก็เห็นเหมือนก้อนอะไรกระเด็นออกมา เหมือนก้อนขยะหล่นตุ๊บลงบนพื้นถนน  ผมไม่ทันสังเกตว่ามันคืออะไร  สักพักก็ได้ยินเสียงเด็กผู้หญิงเหล่านั้นร้องวี๊ดว้าย พี่ๆๆ ช่วยด้วยๆๆๆ  ไอ้เราก็นึกว่าไอ้ผู้ชายอีกคนมันลวนลามก็หันไปมอง ไม่ใช่นี่นา  แล้วก็ได้ยินว่่า ช่วยด้วย ลูกแมวๆๆๆ ใครก็ได้ช่วยที ผมเพ่งไปมองที่ถนนชัดๆ  อุ้ย ลูกแมวตัวเล็กๆ ขนฟูๆ ตัวกร๋องๆ หางชี้ๆ กำลังยืนขาสั่นอยู่กลางถนน  รถวิ่งผ่านไปฟิ้วๆๆ แมวเซเป็นระยะ ไม่รู้จะโดนคันไหนทับ ลุ้นระทึกกัน  นึกภาพตามนะครับ ถนนตรงนั้นมี 3 เลน รถวิ่งไปทางเดียวกันหมด  แต่ไหล่ทางก็จะมีรถมอไซค์ จักรยานวิ่งสวนเลน  หรือบางทีก็มีรถแซงซ้ายเข้ามาในไหล่ทาง ถ้านับจริงๆ ก็ 4 เลน  รถวิ่งมาเรื่อยๆ ขนแมวก็พริ้ว แมวก็ยืนขาสั่นหางชี้อยู่กลางถนน  แล้วเสียงเด็กผู้หญิงที่หวีดร้อง ช่วยด้วยๆๆๆ เสียงมันกรีดเข้าไปถึงหัวใจ  ยังกะหน้าเวทีคอนเสิร์ต ถ้าย้อนไปกว่านี้อีกสักสิบปีกูจะวิ่งไปช่วยคนแรกเลย  แต่นี่เมียก็ท้องอยู่นะ ถ้าเราโดนรถชนไปจะเป็นยังไง  ความหวังก็เหลืออยู่ที่ไอ้ผู้ชายอีกคนนึง&lt;p&gt;กลุ่มเด็กสาวมัธยม ยังคงอกสั่นขวัญแขวน กุมมือกันร้องขอความช่วยเหลือ พี่ๆๆๆ ใครก็ได้ช่วยด้วย  ผมหันไปมองหน้าผู้ชายอีกคน ว่าใครจะไป  พอมองตากันก็เหมือนตกลงกันโดยไม่ได้นัดหมาย ผมเป็นคนโบกห้ามรถ  ส่วนเขาคนนั้นเป็นคนไปหยิบแมวออกมา บนถนนนั้น  ผมเข้าใจเลยว่าน้ำใจคนบนท้องถนนเป็นยังไง  เดินข้ามเอามือสองมือโบกยังทั้งกระพริบไฟใส่ บีบแตรยาวๆ ไล่  แล้วก็หักหลบเร็วๆ เสียววูบไปหมด จนนายคนนั้นอุ้มแมวมาให้เด็กสาว  ผมก็เดินกลับมา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;กลุ่มเด็กสาวดีใจ เข้ากอดประคองแมว  พร้อมกล่าวขอบคุณผู้ชายคนนั้น ขอบคุณมากเลยพี่ พี่เก่งมากเลย...  ชื่นชมกันพักใหญ่ ส่วนเราก็ยืนยิ้มอยู่ใกล้ๆ นึกในใจ กูก็สำคัญนะเว้ย  ช่วยห้ามรถ แล้วเด็กผู้หญิงกลุ่มนั้นหันมามองผมเหมือนอากาศธาตุ  เดินผ่านไปโดยไม่มีคำทักทายใดๆ หรือรอยยิ้มสายตาขอบคุณ ไม่มีเลย  มันเดินผ่านไปเฉยๆ เหมือนเราไม่ได้ออกไปให้ความช่วยเหลืออะไร....&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เอ...  หรือว่าเหมือนหนังที่บรูซวิลลิศเล่นวะ เรื่องซิกเซ้น  เมื่อกี้เราโดนรถชนตายไปแล้วมั้ง มันถึงไม่เห็นเรา ว่าแล้่วก็ขึ้นรถเมล์  เออกระเป๋ารถมันก็ยังมาเก็บตังเราตามปกติ กระเป๋ารถเห็นเรา  กูยังไม่ตายนี่หว่า แล้วทำไมเด็กพวกนั้นมันไม่ขอบคุณเราซักคำ  ระหว่างทางก็คิดไปต่างๆ นานา ไอ้คำขอบคุณนี่ไม่เท่าไร แต่ไม่ใส่ใจนี่สิ  มันรู้สึกว่าช่วยไปทำไมวะ พวกหล่อนก็มีแขนมีขา มีตั้งสามคน  ทำไมไม่แบ่งหน้าที่กัน คนนึงไปโบก อีกคนนึงกัน อีกคนไปเก็บแมว ช่วยๆ กัน  สัญชาติญาณของคนขับรถมันเห็นผู้หญิงมันก็น่าที่จะให้ความช่วยเหลือร่วมมือ ได้ดีกว่าให้ผู้ชายไปโบก นี่ตัวเองมัวแต่ร้องวี๊ดว้ายให้คนช่วย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เออ...  ช่างมันเหอะ ก็คงเหมือน วงดนตรีวงนึง มีกลองมีเบสกีตาร์นักร้อง  แต่คนที่คนให้ความสำคัญมีแค่นักร้องคนเดียว ทั้งๆ ที่คนอื่นๆ  ในวงก็มีความสำคัญ  แล้วก็ย้อนคิดได้ว่าถ้ามันเกิดมีการผิดพลาดรถเบรคไม่ทันมันชนเราตายแทนแมว  แล้วเมียที่ท้อง ลูกที่จะเกิดออกมาจะเป็นยังไง มันคุ้มกันมั้ย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่ ยังไงสิ่งที่ผมได้ในวันนั้นมันก็คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม  ผมไม่ได้คำขอบคุณจากเด็กพวกนั้น แต่ผมได้สัจธรรม  ได้แนวคิดอะไรบางอย่างมาเตือนสติตัวเอง ตอนลูกคลอดมาใหม่ๆ  ได้ยินเสียงลูกร้องทีไร นึกถึงเสียงลูกแมวร้องทุกที ช่างเหมือนกันจริงๆ...&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หมายเหตุ : ภาพประกอบจากที่อื่นหยิบยืมเขามา เด็กในภาพไม่ใช่ลูกผมนะ เดี๋ยวนึกว่าเมียผมเป็นฝรั่ง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;a href="http://a3.sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc6/222270_1639389959079_1666701585_1259959_4920591_n.jpg"&gt;&lt;img style="cursor: pointer; width: 456px; height: 314px;" src="http://a3.sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc6/222270_1639389959079_1666701585_1259959_4920591_n.jpg" alt="" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1664567325429047342-5566135291563653446?l=mangkashop.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mangkashop.blogspot.com/feeds/5566135291563653446/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mangkashop.blogspot.com/2011/05/blog-post_1765.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1664567325429047342/posts/default/5566135291563653446'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1664567325429047342/posts/default/5566135291563653446'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mangkashop.blogspot.com/2011/05/blog-post_1765.html' title='บันทึกเรื่องจริง ตอน ลูกแมวที่น่าสงสาร'/><author><name>แมงกะโปน (Mangkapon)</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16934259360302014730</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/-5r1ppjWhJu0/TdFWPdaJH8I/AAAAAAAAABc/DnRlsdFhx18/s220/AVATAR2.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1664567325429047342.post-4107218239944897474</id><published>2011-05-16T12:41:00.001-07:00</published><updated>2011-05-16T12:42:24.610-07:00</updated><title type='text'>เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ทำไมหมาจึงชอบวิ่งไล่กวดจักรยาน</title><content type='html'>เมื่อก่อนผมยังไม่ได้ซื้อรถมอเตอร์ไซค์ผมยังใช้จักรยานปั่นเข้าหมู่บ้าน เก่าที่ผมเคยอยู่ ปัญหาที่ผมเจออยู่ทุกวันก็คือหมาวิ่งไล่ตามกัดจักรยาน  มันไม่ใช่หมาจรจัดหรือหมาข้างทาง แต่มันเป็นหมาบ้านที่เจ้าของบ้านไม่ใส่ใจ  มันวิ่งออกมาข้างนอกก็ปิดประตูบ้านไม่ให้มันเข้า  มันเลยวิ่งเป็นอันธพาลอยู่ข้างนอก ช่วงแรกๆ ไม่เท่าไร ก็แค่เห่า  ผ่านไปนานเข้าเป็นเริ่มวิ่งไล่ เห็นเราไม่ตอบโต้มันยิ่งวิ่งไล่ติดๆ  ทุกครั้งผมจะให้อภัยมันตลอด เพราะคิดว่ามันเป็นหมา ไม่ตอบโต้กลับยิ่งได้ใจ  เพิ่มความเหิมเกริม เพิ่มสปีดไล่กวดจนงับขาผมทัน โชคดีที่ไม่เข้า  ผมเริ่มรู้สึกเคืองๆ ไม่ได้เคืองหมา แต่เคืองเจ้าของบ้าน  จนต้องหยุดหน้าบ้านหันไปด่าหมากระทบเจ้าของบ้าน มึงจะออกมาไล่กัดทำไม  มึงไม่มีบ้านอยู่หรือไง ตะโกนไป ทำไรไป  เจ้าของบ้านมันก็ไม่ใส่ใจทั้งหมดทั้งสิ้น ผมไปแจ้งกรรมการหมู่บ้าน  รับเรื่อง แล้วก็เฉย ไม่มีการออกมาตักเตือน สงสัยคงเส้นใหญ่ ไม่เป็นไร  ถ้าไม่มีใครแก้ปัญหาคงต้องแก้ปัญหาเอง&lt;p&gt;ปกติผมเป็นคนรักหมาแต่ ไม่ใช่พวกรักจนหมดใจ รักแม่มทุกตัว  คิดไว้ในใจวันนี้ถ้ามันมาไล่กัดกูอีกมึงเห็นดีแน่  ผมมีกระบองสองท่อนอยู่อันนึง ถ้านึกไม่ออกให้ไปหาคลิปหนังเก่าๆ  ของบรูซลีในยูทูปดูเอา ผมพกใส่กระเป๋าหลังเอาไว้  กะว่ามึงมาไล่กูอีกเมื่อไรกูจัดการมึงแน่ เป็นดังที่คิด  พอผมปั่นผ่านจุดที่มันนั่งอยู่ มันวิ่งไล่กวดจักรยานผมอย่างเมามัน  ขู่คำรามแบบสิงโตกำลังจะไล่ขย้ำม้าลาย  ผมพยายามเร่งสปีดแต่มันก็ยิ่งวิ่งไล่กวดอย่างไม่ลดละ จนมาถึงหน้าบ้านผม  นี่มันหมายถึงมึงข้ามอาณาเขตแล้วใช่มั้ย....&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผมหยุดรถจักรยาน  หมุนล้อหันหน้ากลับไปหามัน ดึงกระบองสองท่อนออกมาจากกระเป๋า  หมาเห็นถึงกับสะดุ้งถอย ผมปั่นจักรยานไล่กวดมันกลับ มันวิ่งหนีแน่บ  ผมไม่ได้หยุดแค่นั้น วันนี้คือวันที่กูจะเอาคืนมึง...  ตลอดระยะเวลาหลายเดือนมึงไ่ล่กูมาตลอด วันนี้ถึงคราวกูมั่ง  ผมปั่นวิ่งไล่กวดกับหมา ตอนนั้นประมาณเที่ยงคืนได้ หมู่บ้านมืดตื๋อ  มีแต่แสงไฟสลัวตามเสาไฟ ผมปั่นจักรยานไล่หมาเหมือนคนบ้า  เพราะตอนนั้นมันโมโหมาก เราต้องให้บทเรียนมัน ไม่งั้นมันไม่เลิก  มันวิ่งเข้าไปในท่อน้ำเล็กๆ ผมทิ้งจักรยานวิ่งไล่ตามมันไป  เอากระบองตีกับพื้นเสียงดัง ขู่ให้มันวิ่งออกมา ตามไปถึงช่องท่อ มุดไปมอง  เห็นมันนอนขดอยู่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผมตะโกนด่ามันด้วยความโมโห  ทีหลังมึงไล่กัดอีกจะตามไปทุบถึงหัวเจ้าของมึงเลย อย่าให้เจออีกนะ  แล้วผมก็เดินออกมา หันไปมองเห็นมันยื่นหัวออกจากท่อมามองว่าผมไปยัง  ผมเลยเอากระบองสองท่อนชี้หน้าข่มมันไว้ เพิ่งเห็นมันหน้าจ๋องเป็นครั้งแรก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผ่าน ไปอีกวันมันเอาอีก ปั่นผ่านมันวิ่งไล่ ผมหันไปคว้ากระบอง  ถามมันว่ามึงยังจำกูไม่ได้อีกเหรอ ครั้งนี้ไม่ได้แค่วิ่งไล่หมา  ยังตามไปเคาะประตูเจ้าของของบ้าน กดออดเรียกมัน ยังเฉย  เหมือนไม่มีไรเกิดขึ้น เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเป็นประจำ  จนเป็นกิจวัจน์ประจำวันที่ผมจะต้องปั่นจักรยานไล่ตีหมา  เีคยหวดมันไปทีจนร้องเอ๋ง หลังจากนั้นแค่หันหน้าไปให้มันเห็น  ไม่ต้องเงื้อไม้ มันก็สะดุ้ง หางตก วิ่งหนีอย่างรวดเร็ว  จนในที่สุดมันเห็นผมปั่นผ่าน มองหน้ามัน มันก็ก้มๆ หน้า หันไปมองทางอื่น  แต่คนอื่นมันก็ยังไล่กัดอยู่เป็นปกติ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผมยังคงไม่เข้าใจว่าหมาทำไมชอบวิ่งไล่กัดจักรยาน แต่เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถตอบได้ชัดเจนที่สุดคือ... เจ้าของมันเหี้ย...!!!!&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หมายเหตุ : ภาพหยิบยืมมาจากเวบ manager&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;a href="http://a8.sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc6/225517_1640285821475_1666701585_1260763_4555175_n.jpg"&gt;&lt;img style="cursor: pointer; width: 400px; height: 333px;" src="http://a8.sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc6/225517_1640285821475_1666701585_1260763_4555175_n.jpg" alt="" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1664567325429047342-4107218239944897474?l=mangkashop.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mangkashop.blogspot.com/feeds/4107218239944897474/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mangkashop.blogspot.com/2011/05/blog-post_16.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1664567325429047342/posts/default/4107218239944897474'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1664567325429047342/posts/default/4107218239944897474'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mangkashop.blogspot.com/2011/05/blog-post_16.html' title='เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ทำไมหมาจึงชอบวิ่งไล่กวดจักรยาน'/><author><name>แมงกะโปน (Mangkapon)</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16934259360302014730</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/-5r1ppjWhJu0/TdFWPdaJH8I/AAAAAAAAABc/DnRlsdFhx18/s220/AVATAR2.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1664567325429047342.post-235667290118252700</id><published>2011-05-16T12:36:00.000-07:00</published><updated>2011-05-16T12:40:00.751-07:00</updated><title type='text'>บันทึกเรื่องจริง ตอน จักรยานผีสิง</title><content type='html'>สมัยเด็กๆ เราเริ่มรู้จักผีกันก็เพราะผู้ใหญ่ชอบเอามาหลอกเราว่า  ไปตรงนั้นเดี๋ยวผีหลอกเอานะ ไม่รีบนอนเดี๋ยวผีมาหลอก ถามจริงเหอะ  มีใครเคยเห็นผีชัดๆ โฟกัสแจ่มๆ  มาหลอกมาหลอนแลบลิ้นเอามือบีบขอหวังให้เราดายดิ้นสิ้นชีพมั้ย  ปัจจุบันยังไม่มีกฏหมายข้อใดบัญญัติถึงโทษที่ผีที่จะได้รับจากการฆ่าคน  ถือว่าผีก็เป็นอภิสิทธิ์ชนที่จะแสดงตนเกะกะเกเรได้  แต่ผมไม่เคยได้สัมผัสแบบเต็มๆ ซักครั้ง&lt;p&gt;ดูเห็นจะมีอยู่ครั้ง นึง ซึ่งผมยังคิดอยู่เสมอว่ายังไม่ชัดและไม่แจ่มแจ้งเท่าใดนัก  แต่ก็เล่นเอาหงุดหงิดเพราะความใฝ่รู้อยู่หลายวัน  เหตุการณ์มันเกิดขึ้นที่หน้าหมู่บ้านเก่าที่ผมเคยอยู่  ก็เหมือนหมู่บ้านทั่วๆ ไปที่จอดรถจักรยานไว้หน้าหมู่บ้าน  พอกลับบ้านก็ปั่นเข้าไป ผมเป็นคนกลับดึก  ซึ่งจะเห็นจักรยานมอไซค์จอดเหลืออยู่ไม่กี่คัน คืนนั้นน่าจะซักตีหนึ่งได้  หลังจากผมลงจากรถเมล์ ก็เดินมาเรื่อยๆ ไขกุญแจโซ่ล็อคจักรยาน  ถอยจักรยานแล้วปั่นออกไป ผมไม่เห็นวี่แววว่าจะมีใครอยู่หลังผม  หรือเดินตามมา ผมปั่นอ้อมป้อมยามออกมาได้สักระยะ  ก็ได้ยินเสียงเด็กตะโกนเรียก พี่ๆๆๆ หยุดก่อนๆๆ ผมหยุด แล้วหันไปมอง  เห็นเด็กกำลังวิ่งตามมา เป็นเด็กผู้ชายผิวคล้ำๆ  อายุประมาณสิบขวบสิบสองขวบประมาณเนี้ย จำได้ว่าไม่ได้ใส่รองเท้า  เนื้อตัวมอมแมมเล็กน้อย บอกผมว่า พี่ๆ ผมขอซ้อนท้ายไปลงในซอยหน่อยได้มั้ย  ผมถามเด็กมันว่า ซอยไหน มันบอกซอยมาเป็นซอยที่ลึก ผมอยู่ต้นๆ ซอย  แต่ก็เอาเถอะช่วยเด็กมัน เลยอาสาปั่นไปส่งให้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ปกติผมจะไม่ให้ ใครซ้อนท้าย เพราะขี้เกียจอออกแรงปั่น แล้วไอ้เรื่องกลัวโดนจี้โดนปล้น  ก็ไม่ค่อยเท่าไร เพราะไม่ค่อยมีอะไรให้มันปล้น นี่มันก็แค่เด็กตัวเล็กๆ  คงไม่มีอะไรเลยให้มันซ้อนท้ายมา ระหว่างทางผมก็คุยไปเรื่อย ทำไมกลับดึกจัง  พ่อแม่ไม่ว่าเหรอ จำได้ว่ามันบอกไม่มีพ่อแม่ มาอยู่กับน้า  แล้วก็ไม่ได้กลับบ้านมาหลายวัน เหมือนเด็กหลง หรือเด็กหนีอะไรทำนองเนี้ย  คุยๆ กันอยู่ดีๆ มันก็เงียบไป ไม่ตอบ ซักพักรู้สึกแปลกๆ  เอ..มันทำไรของมันวะ หรือมันจะกำลังแอบหยิบของในกระเป๋าเรา  ผมก็เลยหยุดแล้วหันไปมอง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เฮ้ย... เด็กหาย มันหายไปไหนวะ  ผมจอดจักรยาน  แล้วเดินย้อนพยายามสอดส่องสายตาท่ามกลางความมืดสลัวมีแต่แสงโคมไฟที่เสา ไฟฟ้า เงียบมาก... ไม่มีคนเลย... มองไปต้นซอยเห็นแต่ไฟรถผ่านไปเป็นระยะๆๆ  ไม่เห็นมีวี่แววว่าจะมีเด็กเดินอยู่ตรงไหน คิดไปต่างๆ นานา  หรือมันจะกระโดดลง แต่ก็ต้องรู้สึกดิวะ เออ...ดีเหมือนกันไม่ต้องไปส่ง  ผมก็เลยขึ้นถีบจักรยานปั่นต่อ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อครับ  น้ำหนักของจักรยานมีคนซ้อนกับไม่มีคนซ้อนต่างกันนะครับ  น้ำหนักของจักรยานตอนนั้นมันยังคงเหมือนตอนที่รับไอ้เด็กคนนั้นมาเลย  ผมปั่นจนไปถึงบ้าน ตอนนั้นมันคิดแค่ว่าไม่เฟืองก็โซ่ฝืด  เลยเอาโซแน็คสำหรับจักรยานมาฉีดฟูดๆๆ เอามืดหมุนๆๆ แต่ไม่ต้องลองถีบ  รู้สึกว่าโซ่คล่อง ก็ใช้ได้ครับ คืนนั้นก็นอนไม่ได้คิดไร&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีก วันตอนถีบจักรยานออกไปก็ปกติไม่มีอะไร จอดไว้ตอนออก ตอนกลับมาก็ดึกๆ  ประมาณเดิม ก็มาไขกุญแจถีบจักรยาน แต่ทีนี้สิ มันแปลกตั้งแต่ตอนเข็นจักรยาน  มันหนักๆ และฝืดๆ มันอุปทานหรือเปล่าวะ พอขึ้นถีบ มันก็รู้สึกล้อหน้าส่ายๆ  เหมือนมีคนนั่งซ้อนท้ายอยู่ จิตใต้สำนึกของผมก็ถูกปลูกฝังเรื่องผีเอาไว้  และด้วยความทีว่าวิทยาศาสตร์ทำให้เราไม่เชื่อ มันต้องมีเหตุผล  ทำให้ผมต้องก้มลงดูโซ่ ดูเฟือง ล้อ มันก็ไม่มีไร แต่พอเข็นมันหนักๆ  เลยไปให้ยามช่วยดู ยามก็บอกไม่มีไร ปกติ ยามมันก็ขี่ให้ดู  เหมือนไม่มีไรเกิดขึ้น เชี้ยแล้วสิ... ผีป่าววะ ผมนึกถึงไอ้เด็กคนเมื่อวาน  พอดียามคนนี้เป็นยามกะดึกเหมือนกับเมื่อวานมันพอจำหน้าผมได้ ผมเลยถามมันว่า  พี่ๆ เมื่อวานพี่เห็นเด็กวิ่งตามผมมาหรือเปล่า&lt;/p&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;ยามบอกว่า  ไม่เห็นนี่ มันเห็นผมขี่ไปคนเดียว ไม่เห็นมีเด็กที่ไหนเลย  เฮ้ย...โดนแล้วมั้งกู ผมถามยามย้ำ พี่ไม่เห็นจริงๆ เหรอ ยามมันบอกผมว่า  พี่ก็กลับเวลานี้ทุกทีผมเห็นผมก็จำพี่ได้ ไม่มี ไม่มี พี่ฝันไปหรือเปล่า  ผมไม่เห็น ผมไปยืนนั่งสงบสติอารมณ์ เหมือนดึงดอกกุหลาบทีละกลีบ เชื่อ  ไม่เชื่อ เชื่อไม่เชื่อ เอาวะ กูไม่เชื่อ ผมขึ้นถีบปั่นสุดแรง...  มันก็ไปได้ ไม่มีอะไร แต่พอชลอ มันก็หนืดๆ อย่างรู้สึกได้เลย  มันมีคนนั่งมาแน่นอน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผมจอดจักรยานกลางทาง  แล้วก็นั่งคุยกับมันเลย พี่ไม่รู้ว่าเราเป็นใครนะ แล้วพี่ก็ไม่กลัวเราด้วย  แต่พี่หนักว่ะ เอ็งจะตอบหรือไม่ตอบก็ได้ แต่ตอนนี้พี่มองไม่เห็นเอ็ง  ลงไปก่อนเถอะ อืมม... ผมหวังว่ามันคงจะเป็นผล ขึ้นปั่น แม่มหนืดเหมือนเดิม  เออ... เชี่ย วันนี้มึงกลับบ้านไปกะกูก่อนละกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คืนนั้นบอก ตามตรงนอนไม่หลับ เหมือนสองจิตใต้สำนักมันตีกัน เรื่องเชื่อกับไม่เชื่อ  ผมแอบมองมาจากหน้าต่างเพื่อสังเกตุการณ์เผื่อผีมันจะเผลอให้ผมเห็นสักแว๊บ นึง นึกไปอีกทีหรือว่ากูจะบ้าเอง คิดไปเอง เลิกๆๆๆ  ว่าแล้วก็หาหนังมาเปิดดูในคอมให้ลืมๆ ไป หลับ ตืนมา ลองขี่ ไม่เห็นมีไร  ไม่ฝืด ขี่คล่องมาก เอาใหม่ วันนี้ขี่ออกไปจอดหน้าหมู่บ้านอีก  ผมไปเที่ยวรอให้ค่ำเพื่อกลับมาดูผล คืนนี้ผมเตรียมแผนเอาไว้รองรับแล้ว  ผมคิดมาตลอดวันว่า เขาขอให้ผมพาไปส่งบ้านที่ซอยที่เขาบอก  วันนี้จะพาไปส่งให้ถึงที่ หวังว่าคงได้ผล&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เช่นเดิมไขกุญแจ  เอาจักรยานออก ฝืดเหมือนเดิม เข็นๆๆๆ ออกมาแล้วขึ้นปั่นๆๆๆๆ  ไม่พูดพร่ำทำเพลง พอถึงใกล้ๆ ที่ๆ เขาเคยบอกว่าจะลง ก็บอกว่า เฮ้ย ตามสัญญา  พี่พาเรามาส่งให้ถึงที่แล้ว ลงได้เลย  ผมจอดสักพักพยายามหลับตาจินตนาการให้เหมือนคนกำลังลงจากจักรยานผมไป  แล้วก็บอกเขาว่า น้องทีหลังใช้บริการคันอื่นบ้างนะ พี่ไปละ  แล้วผมก็ปั่นกลับมา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;บอกตามตรง ขนลุกซู่เลย...  รถมันเบาขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ผมปั่นออกไปหน้าปากซอยอีกรอบ  แล้วปั่นกลับมาอีก เพื่อทดสอบทั้งทางเรื่องไสยศาสตร์และวิทยาศาสตร์  ผมหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ ว่ามันเป็นเรื่องทางจิตของผมเอง หรือคิดไปเอง  หรือภาพหลอน มันบอกไม่ถูกจริงๆ  แล้วคืนนั้นก็กลับบ้านนอนอย่างหมดกังวลอีกต่อไป...&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทุกวันนี้ ผมก็ยังคิดว่า ผี มันยังเป็นเรื่องที่ไม่ชัดเจน มันควรเมีเหตุมีผลของมัน  ไม่ใช่จะมานั่งกลัวโดยหาคำตอบให้มันไม่ได้ เล่าสู่กันฟังนะครับ  อย่าไปคิดมาก ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ทางจิต  เพราะขนาดยามหน้าปากซอยมันยังบอกไม่เห็นเลย ผมบ้ามั้ง...&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หมายเหตุ : ภาพประกอบยืมมาจากเวบ ม.เกษตร ไม่เกี่ยวกับสถานที่ในเรื่อง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;a href="http://a2.sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-ash4/226831_1640663990929_1666701585_1261186_7838097_n.jpg"&gt;&lt;img style="cursor: pointer; width: 532px; height: 398px;" src="http://a2.sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-ash4/226831_1640663990929_1666701585_1261186_7838097_n.jpg" alt="" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1664567325429047342-235667290118252700?l=mangkashop.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mangkashop.blogspot.com/feeds/235667290118252700/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mangkashop.blogspot.com/2011/05/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1664567325429047342/posts/default/235667290118252700'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1664567325429047342/posts/default/235667290118252700'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mangkashop.blogspot.com/2011/05/blog-post.html' title='บันทึกเรื่องจริง ตอน จักรยานผีสิง'/><author><name>แมงกะโปน (Mangkapon)</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16934259360302014730</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/-5r1ppjWhJu0/TdFWPdaJH8I/AAAAAAAAABc/DnRlsdFhx18/s220/AVATAR2.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1664567325429047342.post-8192084763271838209</id><published>2011-05-16T12:30:00.000-07:00</published><updated>2011-05-16T12:32:25.377-07:00</updated><title type='text'>เรื่องของเพื่อนๆ ภาค 4 โดย แมงกะโปน</title><content type='html'>วันนี้พอดีนึกถึงเรื่องสมัยเด็กๆ เรื่องนึงที่คิดว่าหลายๆ   คนเคยผ่านเรื่องแบบนี้กันมาบ้าง ไม่ใช่ทุกคนนะครับ   ต้นเหตุมันมาจากการคบเพื่อน ดังคำสุภาษิตที่ว่า คบคนพาล พาลไปหาผิด   คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล&lt;p&gt;ตอนนั้นประมาณผมอยู่ชั้น ป.4 หรือ  ป. 5  นี่แหละ ผมมีเพื่อนรุ่นพี่อยู่คนหนึ่ง ชื่อ ก. ไอ้ ก.   เป็นเด็กมัธยมที่มีความฉลาดหลักแหลม ฉลาดเอาตัวรอด ฉลาดเอาเปรียบ   แต่ค่อนข้างแย่เรื่องการเรียน ทั้งตกทั้งสอบซ่อมเละเทะ มักมีเรื่องดีๆ   มาสอนผมอยู่เป็นประจำ มันชอบเอาของที่โขมยมาได้ เอามาโชว์   แล้วเล่าถึงวีรกรรมที่มันทำ ให้เรารู้สึกชื่นชมในความสามารถ   อยากทำได้แบบเขาโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;วันนึงมันชักชวนผมไป ดูมัน สาธิตการขโมยของที่ซุปเปอร์มาเก็ตห้างแห่งหนึ่ง ไอ้ ก.   มันสอนผมว่าการขโมยของต้องมีเทคนิค หยิบไปดื้อๆ แล้วเดินออกจะมีพิรุธ   เราเป็นเด็กซื้อของชิ้นเดียวไม่ใช่เรื่องแปลก   จ่ายชิ้นเดียวแล้วขโมยหลายชิ้นแบบเนียนๆ ไม่มีใครจับได้   ผมเดินตามมันไปที่ช่องแช่ชีทแท่งยี่ห้อคราฟท์   มันหยิบมาดูแล้วใส่กระเป๋าไปข้างละแพคอย่างรวดเร็ว   แล้วก็เดินถือไปหนึ่งแพคไปจ่ายเงินที่แคชเชียร์   ทำหน้าตาเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น   แล้วก็เดินกอดไหล่กันไป...จนไปถึงนอกห้าง พอปลอดคน   มันก็ยิ้มแล้วหันมาบอกผมว่า ... มึงเห็นมั้ย มันง่ายจะตายไป แค่นี้เอง...   เราจ่ายแค่หนึ่ง ได้มาถึงสาม   ว่าแล้วมันก็ฉีกชีทในแพคแบ่งมาให้ผมกินหนึ่งแท่ง   รู้สึกถึงความเอร็ดอร่อยมากเป็นพิเศษ ของขโมยมันดีอย่างนี้นี่เอง   ซักวันเราต้องทำให้ได้อย่างพี่เขา ผมคิดในใจ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่จากวันนั้นไป ที่ห้าง นั้นอีก อยากจะทำบ้าง พอเริ่มหยิบก็ปอดแหก ใจไม่ถึง เพราะไม่มีไอ้  ก.  คอยเป็นพี่เลี้ยงอยู่ใกล้ๆ ก็เลยไม่ได้ทำซักที   ต่อมาผมได้รู้จักเพื่อนอีกคนนึงอยู่ห้องเดียวกัน ชื่ออะไรผมก็จำไม่ได้แล้ว   เอาเป็นว่าใช้อักษรย่อว่า จ. ละกัน ถ้าไปซ้ำกับชื่อย่อข้างบน   ขอให้เข้าใจว่าเป็นคนละคนนะครับ เพราะนี่คือเหตุการณ์ตอนชั้นประถม ไอ้ จ.   นี่ ก็สุดยอดหัวขโมยระดับเซียน ขโมยของกินของเล่น ที่้ร้านแถวหน้าโรงเรียน   ไม่มีใครเคยจับมันได้ มันชอบเอาของเล่นมาเล่นโชว์ แล้วถามผมว่า   มึงอยากได้มั้ย มึงรู้รึเปล่าว่าของทุกอย่างที่มึงอยากได้   มึงไม่จำเป็นต้องซื้อ แค่มึงกล้ามึงก็จะได้ของที่มึงต้องการ   มันพูดมันโชว์ครั้งเดียว ก็คงไม่มีไรเกิดขึ้น   แต่นี่ผมนั่งเรียนโต๊ะเดียวกับมัน นั่งข้างๆ กันเป็นเทอม เล่นของที่มันขโมย   กินของที่มันขโมย จนวันนึงก็เกิดซึมซับมาโดยไม่รู้ตัว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ที่ สุดผมก็ ตัดสินใจริเป็นโจรตามเพื่อน ผมเดินไปที่ร้านอาแปะหน้าโรงเรียน   มีความมุ่งมั่นที่จะไปขโมยของอย่างเต็มที่   เพราะตอนนี้ข้างในมันร้อนรุ่มด้วยเปลวไฟ ที่ไอ้ ก. และ ไอ้ จ.   มันจุดให้ผมมีความมั่นใจที่เป็นโจรตามพวกมัน พอไปถึงหน้าร้านหัวใจมันลั่น   ตุ๊บ.. ตั่บ ตุ๊บ.. ตับ พยายามมองหาของจะขโมย ถึงเวลาจะทำจริงๆ   มันนึกไม่ออกว่าจะเอาอะไร มันตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก   ไม่รู้ว่าตอนนี้สีหน้าอาการตัวเองเป็นยังไงด้วยซ้ำ เอาละวะ   ผมมองไปที่รถของเล่นคันนึง คิดว่ามันเป็นเป้าหมายสำหรับภารกิจนี้   ไม่พูดพร่ำทำเพลงให้เสียเวลา ผมคว้ามันมับ จับใส่กระเป๋า   แล้วเดินหันออกจากร้าน เสียงคนตะโกนออกมา จะไปไหน! เห็นนะเว้ย   เอามาเก็บที่เดิมซะดีๆ ผมตกใจ หูกูแว่วป่าววะ ไม่น่ะ ผมเดินต่อ   ที่นี้มีมือยื่นมาจับแขนเลย อาแปะเจ้าของร้าน ดึงแขนผมไว้ แล้วบอกว่า   เดี๋ยวจะจับส่งให้ตำรวจเลย หยิบอะไรไปเมื่อกี้ ผมตกใจมาก หน้าตาตื่น   บอกคำเดียวว่า เปล่าๆๆ   ท่ามกลางสายตาของเพื่อนนักเรียนทั้งที่อยู่ห้องเดียวกัน และห้องอื่นๆ   ไม่ทันจำว่าใครบ้าง เริ่มมามุงกันเยอะขึ้นๆๆๆ ผมได้แต่ปฏิเสธพัลวัล   อาแปะบอกว่า จะหยิบออกมาเอง หรือจะให้อั้วหยิบออกมา   ผมคอตกแล้วก็หยิบของยื่นมาคืนอาแปะ อาแปะซักถามสารพัด ทำไมริมาเป็นโจร   ไม่อยากเรียนหนังสือเหรอ โดนเป็นชุด ตอนนั้นรู้สึกชาไปทั้งตัว   คิดอะไรไม่ออก ผมเหลือบไปเห็นไอ้ จ. เดินผ่านมาที่ร้าน หันมามองผม แสยะยิ้ม   แล้วเดินผ่านไปเฉยๆ เหมือนคนไม่รู้จัก ถึงคราวซวยไม่มีใครช่วยได้จริงๆ   หลังจากโดนอาแปะให้โอวาทชุดใหญ่ แกก็ปล่อยผมกลับบ้าน พร้อมทั้งบอกผมว่า   อย่าให้เจอว่ามาขโมยของที่ร้านอีก ทีนี้เรียกตำรวจจับแน่ๆ   ตลอดทางที่เดินกลับบ้านวันนั้น   มีแต่สายตาเพื่อนนักเรียนมองซุบซิบนินทาต่างๆ นานา ไม่น่าเลยกู....&lt;/p&gt;&lt;p&gt;วัน  รุ่งขึ้น ข่าวรวดเร็วฉับไวยิ่งกว่าสกายนิวส์   ครูอาจารย์ในโรงเรียนรู้เรื่องหมด ช่วงเช้าเป็นวิชาภาษาไทย   ระหว่างทีเ่รียนก็มีการให้โอวาทเหน็บผมเป็นระยะ พูดถึงเด็กขี้ขโมยโดนจับได้   ไม่ต้องบอกว่าเป็นใคร เพราะสายตาทุกคนมันชี้เป็นพ๊อยเตอร์มาทางผมหมด   รวมถึงไอ้ จ. เพื่อนเฮงซวย ด้วย มันยังคงยิ้มเยาะ   แล้วก็ถากถางว่ามึงไปทำไงให้เขาจับได้ กูขโมยมาเป็นร้อยๆ อย่างแล้ว   ไม่เคยโดนจับได้ ไอ้ควายเ้อ้ย... วันนั้นเป็นวันที่หวานอมขมกลืนที่สุด   เพราะเกือบทุกวิชาที่เรียนจะต้องมีเหน็บแนมเรื่องเด็กขโมยของ   กะอีแค่รถของเล่นคันเดียว ทำให้เรามีตราบาปได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือนี่   ทำไมไอ้ จ. ไม่โดนบ้างวะ...&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จากนั้นเป็นต้นมา   ผมกลับบ้านก็ไม่เคยออกไปทางหน้าโรงเรียน เพราะต้องผ่านร้านอาแปะ   ต้องเดินลัดเลาะออกไปทางอื่นจนเรียนจบชั้นประถม ส่วนไอ้ ก. ปรมจารย์หัวขโมย   รู้ข่าวผมโดนจับได้ มันได้แต่ส่ายหัว แล้วก็ด่าผมว่าของง่ายๆ   มึงยังทำไม่ได้ ไปเลี้ยงควายดีกว่าว่ะ ตอนนั้นรู้สึกได้เลยว่า   เพื่อนที่ดีที่สุดของผมไม่ใช่ ไอ้ จ. และ ไอ้ ก.   แต่เป็นสัตว์มีเขาที่เรียกว่า ควาย นั่นแหละ มันอยู่คู่กับเราเสมอมา   ไม่เคยทิ้งเราจนโต มีรักมักโดนหญิงหลอก ทำงานโดนเพื่อนโกง   มีแต่คำยิ้มเยาะว่า ไอ้ควาย...&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ควายเอ้ย กูรักมึงเหลือเกิน..... มึงเป็นเพื่อนที่ดีสุดเลย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;a href="http://a3.sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-ash4/223321_1640370343588_1666701585_1260877_2176580_n.jpg"&gt;&lt;img style="cursor: pointer; width: 410px; height: 307px;" src="http://a3.sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-ash4/223321_1640370343588_1666701585_1260877_2176580_n.jpg" alt="" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1664567325429047342-8192084763271838209?l=mangkashop.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mangkashop.blogspot.com/feeds/8192084763271838209/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mangkashop.blogspot.com/2011/05/4.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1664567325429047342/posts/default/8192084763271838209'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1664567325429047342/posts/default/8192084763271838209'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mangkashop.blogspot.com/2011/05/4.html' title='เรื่องของเพื่อนๆ ภาค 4 โดย แมงกะโปน'/><author><name>แมงกะโปน (Mangkapon)</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16934259360302014730</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/-5r1ppjWhJu0/TdFWPdaJH8I/AAAAAAAAABc/DnRlsdFhx18/s220/AVATAR2.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1664567325429047342.post-2486853339264199453</id><published>2011-05-16T12:24:00.000-07:00</published><updated>2011-05-16T12:26:15.286-07:00</updated><title type='text'>เรื่องของเพื่อนๆ ภาค 3 โดย แมงกะโปน</title><content type='html'>เหตุการณ์เรื่อง จ. เกิดก่อนเรื่องนาย น. แต่เพิ่งนึงออก   เพื่อป้องกันการสับสนว่าผมเข็ด นาย น. แล้วทำไมจึงยอมให้นาย จ. เข้ามาบ้าน   จึงต้องลำดับเหตุการณ์ให้ทราบก่อน&lt;p&gt;จ.   เป็นนักแสวงหาความรู้ทั้งศาสตร์และศิลป์ เห็นผมมีเครื่องคอมมีโปรแกรม   ก็อยากได้ไปใช้บ้าง ผมเองก็ยินดีแบ่งปันให้ไปใช้   รวมถึงหนังสือสอนการใช้งานโปรแกรมก็ไม่ต้องซื้อ มาหยิบยืมกันได้   เหมือนผมเป็นห้องสมุด มีคืนบ้างยึดเป็นของตัวเองบ้าง ไม่ว่ากัน ทวงได้ทวง   ทวงบ่อยๆ ก็อายแทนมันเลยเลิกทวง แรกๆ จ.   ก็ใช้วิธีมาบ้านผมสัปดาห์ะลครั้งสองครั้ง มานั่งเล่น ขอยืมโน่นนี่ กลับบ้าน   ต่อมารู้สึกว่ามีของเล่นมีสิ่งของน่าค้นคว้ามากมาย เลยเข้ามานอนค้างซะเลย   เริ่มจากค้างคืน กลายเป็นสามคืน สี่คืน หนึ่งสัปดาห์   ต่อมาก็ย้ายสัมมโนครัวมาอยู่บ้านผมเลย วิธีการมาไม่มีอะไรมาก   ไม่ต้องหอบไรมา มีเเสื้อผ้าแ่ค่ชุดเดียว   นอกนั้นมาหยิบยีมจากในตู้เสื้อผ้าผมมาใส่ อันนี้ธรรมดาใช่มั้ยครับ   สำหรับคนอื่นๆ ที่มีเพื่อนมาค้างบ้าน แหม คิดไรกันมาก แต่มันไม่แค่นั้นครับ   ผมจะไปไหนเขาตามไปด้วย กินข้าวผมเลี้ยง ซื้อของผมจ่าย แรกๆ ก็ไม่คิดไร   แต่นานไปมันไ่ม่ีควักไม่ช่วยเลยซักบาท เสื้อผ้าเราก็ต้องซักให้มัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;มัน  ใช้ชีวิตติดเป็นตังเมกับผมอยู่เป็นเดือน ที่บ้านไม่มีปัญหา ครอบครัวมีตัง   แต่อยากฝังตัวใช้ชีิวิตฟรีๆ มีคนเลี้ยง วันนึงมันหลับ   ผมแอบเปิดกระเป๋าตังมัน แบงค์พันมี แบงค์ห้าร้อยมี แต่ไม่เคยควัก   ผมไม่หยิบของมันมา แค่อยากรู้ว่าเงินก็มี แต่ทำไมไม่รู้จักช่วยเหลือกันบ้าง   วันต่อมาเหตุการณ์ก็เหมือนปกติ เดินตามเข้าไปในซุปเปอร์มาเก็ต ซื้อของ   ผมเดินไวแค่ไหน มันต้องรีบตามให้ทัน เพื่อมาต่ออยู่หลังผม   แล้วก็ดันของมารวมกัน บอกแคชเชียร์ว่า คิดรวมกันไปเลย...   พยายามมองหน้ามันหลายครั้ง ให้มันสำนึก แต่มันทำเหมือนไม่มีไรเกิดขึ้น   ก็เลยปล่อยๆ มันไปก่อน จากนั้นไปกินข้าว เหมือนเดิม   ผมคิดว่าวันนี้คงต้องพูดอะไรกับมันบ้าง ผมถามมันว่า เฮ้ย   มึงไม่คิดจะกลับบ้านบ้างเหรอวะ มันบอกก็คิดเหมือนกัน แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้   ผมถามมันต่อว่า อีกนานแค่ไหน มันบอก ไม่รู้ ผมบอกว่า เฮ้ยกูไม่ไหวแล้ว   มึงไม่รู้สึกบ้างเหรอว่ามึงกำลังเอาเปรียบคนอื่น   ที่บ้านมึงมีปัญหาไรหรือเปล่า มันบอก ไม่มี   ผมไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดกะมัน เลยบอกว่า เฮ้ย   กูจะไปต่างจังหวัดสักสัปดาห์นึงน่ะ มึงกลับไปก่อน มันบอกว่า งั้นเอากุญแจมา   มันอยู่บ้านเอง ผมคิดในใจ โห... หน้ามึงทำด้วยไรวะเนี่ย   ทำขนาดนี้ยังไม่เข้าใจ ผมก็พยายามบอกมันว่า พี่กูก็อยู่ พี่สะใภ้กูก็อยู่   มันไม่สะดวกหรอก มันยังมีหน้ามาบอกอีก อ๋อ ไม่เป็นไรกูไม่ถือ  เอากุญแจมา   ก็ดีเหมือนกัน ทำไว้ให้กูเก็บไว้ชุดนึงก็ได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตอนนั้นผมละ เดือดปรี๊ด ดด แต่ไม่อยากทำถึงขั้นแตกหัก เลยบอกมันว่า เออไม่เป็นไร   เดี๋ยวกูทิ้งกุญแจไว้กับมึงก็ได้ คืนนั้นผมให้มันพักอีกคืน   เตรียมเก็บข้าวของ วางแผนการชิ่งจากมัน แล้วไปบอกพี่ชายผมว่า   อย่าให้มันเข้ามาเวลาผมไม่อยู่ เล่าเรื่องให้เขาัฟัง   เพราะไม่งั้นเดี๋ยวมันจะแว่บเข้ามาอีก   ตอนเช้าผมพามันนั่งรถไปกินข้าวไกลออกไปจากบ้านผม   หลอกมันให้สั่งอาหารนั่งกิน ส่วนผมก็สั่งเหมือนกัน แต่ไม่กิน   ผมบอกมันว่าเดี๋ยวมานะ เดี๋ยวกูไปปั๊มกุญแจให้มึงก่อน มันบอก เฮ้ย   ไม่กินข้าวให้เสร็จก่อนล่ะ ผมบอก ไปสั่งเขาทำก่อน   ระหว่างทำจะได้มานั่งกินข้าว มันพยักหน้า   เสร็จแล้วผมก็หยิบกระเป๋าเดินดิ่งออกจากร้าน   เรียกรถแท๊กซี่จากมันไปแบบไม่ต้องเหลียวหลัง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ไม่อยากนึกภาพ มันรอผมมา จ่ายตังค่าข้าว ให้มันจ่ายเองบ้าง   เสื้อผ้าตัวที่มันใส่อยู่วันนั้นก็เสื้อผ้าผม   รู้สึกจะมีแต่เสื้อกับกางเกงมันชุดนึงที่อยู่ที่บ้านผม   ป่านนี้คงเป็นซากผ้าขี้ริ้วไปแล้ว จริงๆ ก็ไม่อยากทำอย่างนี้   แต่พูดไปก็คุยกันไม่รู้เรื่อง ต้องใช้วิธีชิ่งหนีไปเลย   ตอนกลับมาพี่ชายผมบอกว่ามันพยายามมากดออดเรียก พยายามมาขอเข้ามา   แต่เขาก็ไม่ได้ให้เข้า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;รายนี้หลังจากผมกลับมาจากต่างจังหวัด   มันก็พยายามติดต่อผมตลอด จนได้เจอกัน ก็พยายามจะตามผมมาบ้าน   ผมก็ต้องใช้วิธีลดเลี้ยวไปโน่น ไปนี่ ให้มึน แล้วหนี แต่มันก็ทรหดมาก   ตกดึกแม่มมากดออดขอเข้าบ้านยังกะเป็นบ้านมัน   ทำให้ผมต้องทะเลาะกับพี่ชายอยู่บ่อยๆ   ว่าทำไมไม่เปิดบ้านปล่อยให้มันกดอยู่ได้ ต้องพยายามเคลียร์อยู่ตั้งนาน   กว่ามันจะเข้าใจและไม่มารบกวนอีก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตอนนี้มานั่งนึกถึงเรื่อง มันยังนึก เล่นสนุกๆ เลย หรือว่ามันเป็นเกย์วะ แม่มแอบชอบเรา   นึกแล้วเสียวตูดดีเหมือนกัน ครั้งหลังสุดเดินสวนทางกันมันผอมลงไปมาก   มันถามผมว่าตอนนี้อยู่ไหน ผมบอกว่า ไกล ไกลมาก อย่าไปเลย มันบอก แหม   รู้ได้ไงว่ากูจะไป ผมนึกในใจ สาดดดด.....&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เรื่องที่เล่ามา   ผมอาจเป็นคนเลว คนใจดำ คนเคี่ยว คนงก เงินทองข้าวของที่เสียไป ไม่เสียดาย   แต่สิ่งที่มันขาดหายไปตลอดระยะเวลาเดือนนึงที่มันมาอยู่คือ ความเป็นส่วนตัว   ถ้าไม่ชิ่งออกมาก็ไม่มีทางได้เป็นอิสระ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;a href="http://a2.sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc6/227542_1640352903152_1666701585_1260839_5728269_n.jpg"&gt;&lt;img style="cursor: pointer; width: 495px; height: 349px;" src="http://a2.sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc6/227542_1640352903152_1666701585_1260839_5728269_n.jpg" alt="" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1664567325429047342-2486853339264199453?l=mangkashop.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mangkashop.blogspot.com/feeds/2486853339264199453/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mangkashop.blogspot.com/2011/05/3.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1664567325429047342/posts/default/2486853339264199453'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1664567325429047342/posts/default/2486853339264199453'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mangkashop.blogspot.com/2011/05/3.html' title='เรื่องของเพื่อนๆ ภาค 3 โดย แมงกะโปน'/><author><name>แมงกะโปน (Mangkapon)</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16934259360302014730</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/-5r1ppjWhJu0/TdFWPdaJH8I/AAAAAAAAABc/DnRlsdFhx18/s220/AVATAR2.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1664567325429047342.post-1983160948542558842</id><published>2011-05-16T12:21:00.001-07:00</published><updated>2011-05-16T12:23:10.652-07:00</updated><title type='text'>เรื่องของเพื่อนๆ ภาค 2 โดย แมงกะโปน</title><content type='html'>คนต่อไป คือ นาย น. ไม่ต้องไปเดาอีกนั่นแหละว่า น. ไหน   น.เป็นเพื่อนในแนวชอบเล่นเกมส์เป็นชีวิตจิตใจ   ชีวิตจะหมกมุ่นอยู่กับเกมมือถือ เกมคอนโซล และเกมพีซี   แต่สิ่งหนึ่งที่เขาไม่ชอบคือซื้อของ ซื้อเครื่องเกม แผ่นเกม คู่มือ   จะใช้การหยิบยืมจากเพื่อนคนโน้นคนนี้ แล้วทำเงียบ   เพื่อนคนที่ถูกยืมไม่อยากจะโดนไอ้ น. มันด่าว่า งก ก็เลยต้องไปซื้อใหม่   ลืมๆ ไปเสีย ซักระยะ เดี๋ยวน. มันก็จะมาขอยืมใหม่ แล้วก็จะใช้คำไม้ตาย   โธ่เอ้ย เพื่อนฝูง ขอแค่นี้ทำเป็นงก แม่มเคี่ยวว่ะ ไอ้งกเอ้ย   ส่วนหนึ่งก็จะเสร็จมัน เพราะไม่อยากถูกตราหน้าว่า งก เคี่ยว   ก็จะให้มันหยิบยืมไป แล้วก็ไม่ได้คืนกันเป็นทิวแถว&lt;p&gt;ผมเองเป็น นักลง ทุน ชอบซื้อเกมมาเล่น ซื้อการ์ดจอแรงๆ มาใส่เครื่อง   เมื่อก่อนคอนโซลอันไหนติดตลาด ก็จะซื้อมาเล่น ยอมรับว่าเปลืองเงินเหมือนกัน   เกมบอยผมมีทุกซีรี่ทุกเวอร์ชั่น พัฒนาการตั้งแต่ตัวแรก จนเป็นสี   แต่ที่ทุกวันนี้หายไปหมด ก็ทั้งเพื่อนทั้งญาตินี่แหละ   มาิหยิบยืมกันไปแล้วหายเงียบ ไม่ให้ก็ด่าว่า งก แต่ทุกๆ   คนผมไม่รู้สึกเจ็บใจเหมือนกรณี ไอ้ น. เดี๋ยวจะเล่าต่อว่าเป็นยังไง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;น.   ชอบโทรมาคุยแนะนำเกมเด็ดๆ บางทีเราเล่นแล้วเขายังไม่ได้เล่น   ก็ชอบมาคุยเหมือนตัวเองเล่นจนพรุนทั้งๆ ที่แผ่นยังไม่มี   เล่าจบก็จะถามว่ามึงเคยเห็นมั้ย ถ้าบอกว่ามี ก็จะต้องก๊อบแผ่นไว้ให้   นัดเจอกันเอาไปให้ ซึ่งแผ่นเปล่าพวกนี้ราคาไม่เท่าไร ผมก็ซื้อให้ไม่มีปัญหา   บางทีเขาไม่ได้ขอเรานึกถึงก็ก๊อบไว้ให้ บางอันเล่นเบื่อก็ให้ของจริงไปเลย   น.พยายามที่จะขอมาบ้านผมหลายครั้ง ผมปฏิเสธ   เพราะเจอมาเยอะว่ามาแล้วหยิบโน่นหยิบนี่ ขอยืมไปแล้วเงียบกัน ก็เลยไม่ให้มา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;น.   คงวางแผนอยู่นาน แล้วโทรมาชวนผมไปบ้านเขา ผมตอบปากรับคำไป  แล้วก็ไปบ้านเขา  เห็นเครื่องเล่นเกมมากมายวางเรียง  คู่มืออะไรนักไม่รู้เยอะแยะ  หนังสือเมก้าเป็นตั้งๆ  คือเล่นระดับฮาร์ดคอร์บ้าบอกันไปเลย  ในวันเดียวกันนั้นเอง  เขาก็ขอมาบ้านผมบ้าง   ไอ้เราไม่รู้จะปฏิเสธยังไงก็ไปบ้านเขาแล้วก็ต้องให้เขาไปบ้าง   พอเข้ามาถึงบ้านเรา ไม่พูดพร่ำทำเพลง ไปมองตั้งแผ่นเกมทั้งเกมพีซีและแผ่น   PS1 หยิบมาดู ดูๆๆๆๆ แยกเป็นกองๆๆๆๆ เสร็จแล้วรูดซิบกระเป๋าใส่ ผมบอก เฮ้ย   มึงจะเอาไปหมดเลยเหรอ มันบอกผมว่า เออ ยืมไปก๊อบหน่อย เดี๋ยวมาคืน   แล้วก็เดินสำรวจโน้นนี่ในบ้าน ไม่นานก็กลับไป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หลังจากนั้นเขา ก็ไปมา หาสู่ ทุกครั้งก็จะมาเอาทีละแผ่นสองแผ่น   ส่วนใหญ่ผมจะพยายามก๊อบให้มากกว่าที่จะให้แผ่นจริง   เพราะขี้เกียจไปตามหาซื้อแผ่น บางเกมมันหาไม่ได้แล้ว   หนังสือคู่มือก็มาหยิบๆๆๆ ไม่เคยได้กลับคืน เขามาบ่อยจนสนิทสนมกับคนในบ้าน   เนื่องด้วยเขามีนิสัยขี้ประจบทุกคนในบ้านจึงรู้สึกเหมือนเขาเป็นลูกหลานคน  นึง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;มีอยู่ช่วงนึงผมติดแฟนเก่าผม ไม่ได้อยู่บ้าน วันๆ  ก็ไปเที่ยว  ไปอยู่กับผู้หญิง ไม่ได้ให้ความสำคัญไอ้ น.มันเท่าไร  มันเลยรู้สึกหงุดหงิด  ท่าจะลงแดง ไอ้ครั้นที่มันจะลงทุนซื้อเอง ก็หลายตัง   ก็หวังผมที่แหละเป็นที่พึ่ง เพราะไม่มีใครอีกแล้วที่ให้มันไปบ้าน  ให้มันยืม  ให้มันขอ ได้สาแก่ใจเท่าผม   ครั้งนี้มีการวางแผนมาอย่างดีช่วงที่ผมไม่อยู่บ้าน   มันมายืนรอหน้าบ้านรอคนในบ้านผมกลับมาเลย พี่ชายผมกลับมา   มันยกมือหวัดดีบอกว่าผมยืมของมันมาไม่ยอมคืน นัดมันมารอหลายวันแล้ว   พี่ชายเราก็หวังดีบอกว่าช่วงนี้มันติดผู้หญิงไม่ค่อยอยู่บ้านหรอก   เอ้าเข้ามาในบ้านก่อน เสร็จมัน พอมันได้เข้ามันดิ่งเข้าไปในห้องผม   โอกาสนี้มีไม่มากนัก มันเตรียมกระเป๋าใบใหญ่ ใส่ทั้งแผ่นเกม ของเล่นของสะสม   ถอดการ์ดจอจากในเครื่อง อย่างอื่นมากกว่านี้ผมก็จำไม่ได้ว่าอะไรบ้าง   รู้แต่มันเตรียมมาขนกันเลย แล้วมันก็จากไป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผมไปเที่ยว ตจว.   หรือไงแหละช่วงนั้น หลายวัน กลับมาบ้าน ก็ไม่มีใครบอกเรื่องนี้   แต่พอเปิดเครื่องเอ๊ะ จอไม่ติด จอไม่ติด .... อะไรวะ หันไปดูด้านหลัง   จอไม่ได้เสียบ จะเสียบวีจีเอ เฮ้ย ช่องเสียบวีจีเอหาย การ์ดกู โบ๋...   รีบโทรไปหาพี่ชายว่าเขายืมไปหรือเปล่า เขาบอกว่าไม่ได้ยืม แต่ อ้อ   มีเพื่อนชื่อ น. มาที่บ้าน มาเอาของที่มึงยืมเขามากลับไปหมดแล้ว   ผมโมโหสุดขีดเลย ทำไมเขาทำได้ขนาดนี้ ผมโทรไปหาไอ้ น. พอมันรับสาย   ได้ยินเสียงเมโลดี้เพลงจากเกม กำลังมันเลยนะมึง ถามมันว่า เฮ้ย   การ์ดกูใช้ดีมั้ยวะ มันบอก เยี่ยมไปเลยเพื่อน ผมถามว่า ทำไมมึงเข้ามาแบบนี้   มันเข้าข่ายขโมยเลยนะเว้ย มันบอก แหม เพื่อนกัน ยืมๆ มา เดี๋ยวก็เอาไปคืน   ผมซักมันอีก แล้วมึงหลอกพี่กูทำไม มันบอกว่า   ถ้าไม่บอกอย่างนั้นกูจะได้เข้าไปเรอะ ไอ้โง่ จากนั้นผมก็ด่ามันชุดใหญ่   แค้นตรงคำว่า ไอ้โง่ เรานะ หวังดี ของมันมูลค่าไม่เท่าไร แต่คนเราทุกคน   มันมีความเป็นส่วนตัว มีความรักความปรารถนาดีกับเพื่อน   แต่สิ่งที่ได้จากมันคือความคิดที่ว่าเราเป็น ไอ้โง่ ให้มันหลอกเอาของไปใช้   หลอกให้เราไปซื้อของสุดท้ายมันก็เอาไปใช้สบายๆ พอกันทีเลย....   ดูเหมือนมันไม่สะดุ้งสะเทือนอะไร ผมไม่แน่ใจว่ามันใช้วิธีนี้กับทุกๆ   เรือ่งหรือเปล่า เท่าที่รู้ แม่จะคบผู้หญิงมันก็ยังหาคนรวยๆ คบ   อันนี้เราไม่ก้าวก่าย อาจใช่หรือไม่ใช่ แต่จากนิสัยมันส่อแวว   จากนั้นก็ไม่เคยติดต่อกันอีกเลย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผ่านไปประมาณสามปี   ผมเดินสวนทางกับมันในห้าง มันทักผม ผมก็อือๆ ผ่านๆ ไม่อยากไปยุ่งไรด้วย   ไม่อยากทวงของ เพราะรู้ว่าทวงไปก็ไม่ได้ เราเองก็ซื้อใหม่ไปนานแล้ว   ก็หวังแต่ว่ามันคงไม่มาเกาะแกะขอมาบ้านเราอีกเท่านั้นเอง....&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ที่  เล่ามาไม่ได้มาวิพากษ์วิจารณ์เพื่อนให้เสียหาย   แต่อยากให้เป็นอุทาหรณ์กับคนอื่น ที่ยังไม่เคยโดน หรืออาจเคยโดนมาแล้ว   คำว่าเพื่อนมันค่อนข้างละเอียดอ่อนครับ สนิทกันมากๆ ใช้กางเกงในร่วมกัน   แปรงสีฟันร่วมกัน บางคนเห็นมีเมียคนเดียวกันมันยังรับกันได้   ก็อยู่ที่ดุลยพินิจของแต่ละท่านละกัน ก็ถือเป็นเรื่องสนุกๆ เล่ากันฟัง   หรือจะเก็บเป็นข้อคิดก็ได้นะครับ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;a href="http://a5.sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-ash4/227852_1640340862851_1666701585_1260817_1936428_n.jpg"&gt;&lt;img style="cursor: pointer; width: 500px; height: 328px;" src="http://a5.sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-ash4/227852_1640340862851_1666701585_1260817_1936428_n.jpg" alt="" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1664567325429047342-1983160948542558842?l=mangkashop.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mangkashop.blogspot.com/feeds/1983160948542558842/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mangkashop.blogspot.com/2011/05/2.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1664567325429047342/posts/default/1983160948542558842'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1664567325429047342/posts/default/1983160948542558842'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mangkashop.blogspot.com/2011/05/2.html' title='เรื่องของเพื่อนๆ ภาค 2 โดย แมงกะโปน'/><author><name>แมงกะโปน (Mangkapon)</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16934259360302014730</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/-5r1ppjWhJu0/TdFWPdaJH8I/AAAAAAAAABc/DnRlsdFhx18/s220/AVATAR2.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1664567325429047342.post-2448147609735265858</id><published>2011-05-16T11:45:00.000-07:00</published><updated>2011-05-16T12:23:49.566-07:00</updated><title type='text'>เรื่องของเพื่อนๆ ภาค 1 โดย แมงกะโปน</title><content type='html'>เอาเรื่องที่เคยในเสนอในเวบกาโม่มาลงไว้ที่นี่อีกครั้งนะครับ ใครเคยอ่านแล้ว ทนดูหนังซ้ำเอาหน่อย เป็นบันทึกเรื่องราวชีวิตของผมเอง ลองอ่านดูเพลินๆ ครับ ตามนี้...&lt;p&gt;เมื่อสองวันก่อน มีเรื่องทั้งน่ายินดีคือเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันมาสิบกว่าปีโทรมาหาผมสงสัยว่าเขารู้เบอร์ผมมาได้ยังไง เพราะเบอร์เก่าผมซิมพังไป เขาบอกว่าเขาสอบถามจากเพื่อนผมอีกคนนึง ตอนโทรมาหาผม เขาแนะนำตัวเหมือนกลัวเราไม่เชื่อว่าเป็นตัวจริงบอกทั้งชื่อเล่น ชื่อจริง นามสกุล ฉายา เพื่อนที่ไหน กิจกรรมที่เคยทำ ซึ่งจริงๆ มันบอกมาแค่ชื่อ ผมก็จำมันได้แล้ว เพื่อไม่ให้มองดูเป็นการพาดพิงเอาเพื่อนมาเผา ขออนุญาตใชัอักษรย่อนะครับ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เพื่อนคนนี้ชื่อตัว อ. เขามีความใฝ่ฝันที่จะเป็นนักดนตรีอาชีพ เขาฝึกฝนจนถึงระดับที่ว่าเทียบชั้นกับที่เล่นบนเวทีคอนเสิร์ตได้ทีเดียว เขาไม่คิดจะทำไรอย่างอื่นเลย นอกจากมุ่งมั่นฝึกฝน ไม่เรียน ไม่ทำงาน ตั้งวงกับเพื่อนแถวๆ บ้าน เคยเอาเดโมไปเสนอ แกรมมี่ อาร์เอส แต่เพลงมันอาร์ตจัดคนฟังไม่รู้เรื่อง ก็ไม่มีค่ายที่ไหนรับ คนเราต้องกินต้องใช้ ในที่สุดเพื่อนในวงก็แตกหายไปทีละคนสองคนจนเหลือมันคนเดียว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;วันนึงในขณะที่ผมกำลังนั่งรอรถเมล์อยู่หน้ามาบุญครอง ผมก็พลันหันหน้าไปเห็นผู้ชายผมยาวๆ หน้าแหลมๆ ตัวผอมๆ กางเกงขาเดฟขาดๆ ก็ไม่ทันสังเกตอะไรมาก พอรถเมล์มาก็วิ่งขึ้น แต่ไอ้ผมยาวนี่มันวิ่งเอากระเป๋ากีตาร์มาเบียดผมอย่างแรง เลยหันไปมองหน้ามัน อ้าว เฮ้ย นี่มันเพื่อนเรานี่หว่า เลยไม่ได้ขึ้นรถเมล์ หันมานั่งที่ป้ายนั่งคุยกันถึงความฝันที่เขายังสานไม่จบสิ้น นั่นคือสุดยอดนักกีตาร์ฮีโร่ระดับชาติ มันงัดเอากีตาร์ขึ้นมาเล่นโชว์สดๆ เพื่อแสดงให้เห็นฝีมือที่พัฒนาไปจนถึงขั้นเทพ แต่ผมไม่ได้ยินอะไรหรอก เสียงรถแม่มดังมาก มันเป็นกีตาร์ไฟฟ้า เอาหูแนบยังแทบไม่ได้ยิน ได้ดูแต่ลีลาสะบัดนิ่วไล่สเกลที่พริ้วมาก คนอื่นๆ เริ่มหันมาให้ความสนใจเป็นตาเดียว จากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสาม เริ่มมามุง ไอ้ผมเอง ก็ไม่รู้สึกชินกับการถูกมองอย่างนี้ก็เริ่มรู้สึกขัดๆ แต่เพื่อนผมมันสายเลือดศิลปิน ยังคงสะบัดลีลาต่อ แล้วก็พูดถึงการจะตั้งวงขึ้นมาใหม่ โดยมันจะให้ผมเล่นกีตาร์๋คอร์ด เฮ้ย กูเล่นกีตาร์ไม่เป็น ผมบอกมัน มันบอกว่า ไม่ต้องห่วงของยังงี้มันฝึกกันได้คอร์ดง่ายๆ ไม่ยาก อ้าว แล้วมึงมีมือเบส กลอง อะไรแล้วเหรอ มันบอก ยัง ยังไม่มี หาเอาแถวนี้ก็ได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็เล่นดนตรีเป็น มันเริ่มหันไปทางผู้คนที่มุงดูเรา แล้วถามว่า พี่ๆ พี่เล่นเบสเป็นมั้ย คนนั้นส่ายหัว แล้วพี่ล่ะ กลองๆ ใครเล่นกลองเป็นบ้าง มันเริ่มถามคนโน้นคนนี้ไปทั่ว กลุ่มคนที่มุงดูอยู่เริ่มแตก เหลือแค่เราสองคน มันถามผมว่า วันนี้ว่างมั้ย กูมีเรื่องจะคุยกะมึงเยอะเลย.... ผมคิดว่า เอาวะ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว อยากรู้ว่ามันจะทำไรต่อ...&lt;/p&gt;&lt;p&gt;มันชวนผมเดินไปอีกป้ายรถเมล์นึง ไปถามคนที่นั่งอยู่ว่า พี่ๆ เล่นเบสเป็นมั้ย คนทำหน้างงๆ ส่ายหัว ถามคนโน้น คนนี้ เบสบ้าง กลองบ้าง เดินไปสามป้ายรถเมล์ ผมเลยบอกมันว่า ไหนมึงบอกว่าสมัยนี้ใครๆ ก็เล่นดนตรีเป็นไง แล้วมันก็เหลือบไปเห็นลุงคนนึงนั่งที่ป้ายรถเมล์ แต่งตัวแนวคาราบาว ไว้หนวดเครารุงรังกำลังนั่งไขว่ห้างอยู่ มันหันมาบอกผมว่า นี่แหละมึง เจอแล้ว คนที่เล่นดนตรีเป็นต้องมาดยังงี้ ถ้าให้กูเดานะ เขาต้องเคยเป็นนักดนตรีรุ่นเก่า ขอให้เขามาเล่นนี่รับรองรับส่งกันได้ดี ไม่ต้องสอนกันมาก ผมบอกมันว่า เฮ้ย แน่ใจเหรอ เดี๋ยวโดนด่านะ ไอ้ อ. ไม่สนใจ เดินปรี่เข้าไปหาลุงคนนั้น ลุงเล่นเบสเป็นมั้ย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ลุงหันมามองหน้ามันแบบหน้าตาไม่เป็นมิตร ไม่พูดไม่จา มองหน้า มองหัวจรดเท้า ไอ้ อ. มันคงเข้าใจว่า ลุงกำลังมองหน่วยก้านของมันว่าเป็นนักดนตรีระดับไหน ไอ้ อ. ถามต่อ ตีกลองเป็นมั้ยลุง ลุงไม่ตอบไร ส่ายหัว กระดิกเท้าไขว่ห้างต่อ ไอ้ อ. กระซิบบอกผมว่า ไอ้เหี้ยแม่มหยิ่ง ไปหาคนอื่นป้ายหน้าดีกว่า ระหว่างที่เดินไปได้สักระยะ ผมเหลียวหลังกลับมาดู เห็นลุงคนนั้นเดินไปหยิบขวดน้ำที่คนกินเหลือไว้ เก้าอี้ข้างๆ มาเทน้ำออก แล้วเอาใส่ถุงส่วนตัวของแก เลยมั่นใจว่าลุงคนนี้ไม่น่าใช่นักดนตรีแน่นอน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผ่านไปสี่ห้าป้าย เฮ้ย พอหรือยังวะ ผมเริ่มเบื่อ ไม่มีใครเขาอยากเล่นกับมึงหรอก มึงเล่นมาเดินถามยังงี้ ใครเขาจะมาเล่นกับมึง พอเหอะๆ กูจะกลับบ้านแล้ว มันบอก เฮ้ย มึงทำไมท้อง่ายอย่างนี้วะ แถวนี้ไม่มี เราก็ไปหาแถวอื่นซิวะ กูรู้จักห้องซ้อมดนตรีหลายที่ เดี๋ยวเราไปเดินหาตามห้องซ้อมดนตรีก็ได้ ผมบอก เฮ้ยๆ พอเหอะ กูกลับบ้านแล้ว ผมเห็นรถเมล์สายที่จะกลับบ้านวิ่งมาพอดี กำลังจะวิ่ง มันกลับดึงแขนผมไว้ เฮ้ยๆๆ มึงอย่าพึ่ีงไป ผมโมโห ทำไมวะ ก็รถมาแล้ว มันบอกว่า เดี๋ยวก่อนสิ มึงมีห้าร้อยมั้ย กูขอยืมหน่อย กูไม่มีเงินกินข้าวว่ะ ... อะ เจอดีจนได้เรา ผมเปิดกระเป๋าส่งให้มัน สามร้อย บอก กูมีแค่เนี้ย เออ ขอบใจเว้ย ไว้ว่างๆ กูจะโทรไป คำพูดสุดท้ายที่มันพูด ก่อนที่ผมจะเดินย้อนไปขึ้นอีกป้าย เพราะไม่อยากคุยอะไรต่อแล้ว ท่าทางจะบานปลาย....&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หลังจากที่ผมแยกย้ายจากไอ้ อ. ในวันนั้น อีกสองสามวันมันโทรมาหาผม   มาชวนไปห้องซ้อมดนตรี บอกว่า เฮ้ย มาลองแจมกันเล่นสนุก ผมบอกว่า เฮ่ย   เล่นไม่เป็น ไม่เอา ไม่เอา มันบอก เออน่ะ เดี๋ยวสอนให้   เพื่อนกูเขาอยากเจอมึง เป็นอันว่าผมเชื่อมันอีกแล้ว ออกไปเจอมัน   เดินทางไปห้องซ้อมดนตรี มันยืนสูบบุหรี่ เหมือนจะคอยใคร   ผมก็คิดในใจว่าคงเป็นเพื่อนนักดนตรีของมัน ผมก็นั่งๆ เดินๆ ไปเรื่อยเปื่อย   และแล้วก็มีกลุ่มนักดนตรีกลุ่มนึงกำลังเดินเข้าห้องซ้อมไป ไอ้ อ.  ดับบุหรี่  เดินตามเข้าไป ผมก็คิดว่าเออ เพื่อนมันคงมาแล้ว  มันหันมาบอกผมว่า เฮ้ย  มึงรอเดี๋ยวนะ ไอ้ อ. เดินขึ้นไปข้างบนห้องซ้อม   หายไปพักใหญ่ประมาณครึ่งชั่วโมงได้ เสร็จแล้วมันก็เดินลงมาตามผมให้ขึ้นไป   มันแนะนำผมให้รู้จักเพื่อนนักดนตรีของมัน แล้วก็ตกลงเล่นเพลงกัน   โดยผมเป็นคนนั่งชมพร้อมๆ กับเพื่อนมันอีกคน เพราะเครื่องดนตรีมันมีแค่นั้น   คงรอสลับกันเล่น ฟังดนตรีไปเพลินๆ ไอ้ อ. เล่นได้ดี   แต่วงเขายังตามมันไม่ค่อยทันเท่าไร มีคล่อม มีหลุดบ้าง แต่พอเล่นซ้ำๆ   ก็เริ่มดีขึ้นๆ ผมเริ่มหันมาคุยกับเพื่อนมันที่นั่งอยู่ข้างๆ ว่าชื่อไร   เล่นไร รู้จักกันมานานแล้วเหรอ เขาบอกว่า ไม่เคยรู้จัก อ้าว เฮ้ย   แล้วเขารู้จักคนไหนในวง เขาบอกว่า ตานี่ไม่รู้จักใครเลยในวง อยู่ดีๆ   ก็เดินเข้ามาเสนอตัวว่าเป็นมือกีตาร์ ขอให้ทดสอบฝีมือดู   เพื่อนในวงเห็นว่าฝีมือใช้ได้ เลยให้มาลองเล่น เขาก็เลยมานั่งดู   ผมตะลึงอีกครั้งกับความห้าวหาญของไอ้ อ. ที่ไม่กลัวโดนตีน   มาขอเสียบเล่นแทนมือกีตาร์ของเขา อันนี้ยังไม่เท่าไรนะ ตอนหมดชั่วโมงซ้อม   เขามีข้อตกลงในการหารกัน เพื่อเป็นการรักษาภาพลักษณ์ ไอ้ อ.   จึงเดินดิ่งมาที่ผม แล้วบอกว่า เฮ้ย มึงช่วยเขาออกค่าห้องหน่อย อ้าว เฮ้ย   กูไม่ได้ไปเล่นกะมึงเลยนะ มึงเก็บค่าดูด้วยเหรอ มันบอก เออน่ะ ออกไปก่อน   เดี๋ยวค่อยว่ากัน ผมเลยควักเงินช่วยเขาจ่ายค่าห้องซ้อมไปแบบงง งง เฮ้ย   นี่มันไรกันวะ ไหนบอกจะชวนมาสอนให้ แล้วทั้งหมดก็เดินไปหาไรกินกันข้างนอก   ผมก็ติดตามไปนั่งด้วย นั่งคุยกันแต่เรื่องเพลง เรื่องดนตรี   แล้วก็แลกเปลี่ยนเบอร์ติดต่อกัน   เห็นสีหน้าของมือกีตาร์คนเดิมเขาไม่ค่อยดีเท่าไร   ผมรู้สึกในใจว่ามันไปแย่งงานเขาป่าววะ   สรุปว่างานนี้ท่าทางคนในวงส่วนใหญ่เขาจะประทับใจฝีมือมัน   พวกเขาเป็นเจ้ามือเลี้ยงให้ แล้วก็แยกกันกลับ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ระหว่างทาง  ผมถามไอ้  อ. ว่า เฮ้ย ทำไมมึงทำอย่างนี้วะ แล้วมือกีตาร์คนเก่าเขาล่ะ  มันบอกว่า เฮ้ย  คิดมากน่ะ เขาก็สลับกันไป กันมา เหมือนนักฟุตบอล  แล้วแต่ใครจะว่าง  ถ้ากูไม่ว่างไอ้คนนั้นมันก็มาเล่น  เขาไม่ได้มีตำแหน่งแน่นอนตายตัว  มึงไม่ใช่นักดนตรี มึงไม่รู้เรื่องหรอก  ผมถามมันว่า  สรุปว่าวันนี้กูมาดูมึงเล่นอย่างเดียวใช่มั้ย  มันหันมาบอกผมว่า  กูจะบอกอะไรมึงให้  ของทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับเวลาและโอกาส มึงเจอกูบ่อยๆ  เดี๋ยวกูสอนให้  แล้วถ้ามีโอกาสเราได้ร่วมงานกันแน่ ผมนึกในใจ   เจอมันทุกวันมันก็ไถเราทุกวัน   กำลังคิดอยู่ว่าก่อนกลับบ้้านวันนี้มันจะขอเท่าไร   วันนี้มันคงอิ่มเอมใจที่ได้เจอวงที่มันแสวงหา ไม่มีทีท่าว่าจะขอยืมเงิน   ต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันกลับ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผ่านไปร่วมเดือนได้มั้ง   มันก็โทรมาหาผมอีก ถามผมว่า เฮ้ย วงกูขาดนักร้องว่ะ   มึงช่วยมาเป็นนักร้องวงกูหน่อย ผมคิด นะ วันนี้มาแนวใหม่ ต้องการนักร้อง   จะหลอกกูไปทำไรอีกล่ะ มันกล่อมผม เฮ้ย โอกาสมาถึงมึงแล้ว   กูนี่แหละเป็นคนนำโอกาสมาให้มึง ตอนนี้กูมีที่ลงเป็นผับแถวๆ บ้าน มึงว่างๆ   มึงก็มานั่งดูพวกกูเล่นก่อนก็ได้ ผมบอก เฮ้ย กูไม่กินเหล้า มันบอก   มึงไม่ต้องสั่งไรก็ได้ ไปนั่งดูกูเฉยๆ บอกเป็นเพื่อนกู ผมนึกในใจ   แล้วมันจะให้เราเข้าเหรอ มันตัดบทว่า ไม่รู้ละ คืนนี้ พรุ่งนี้   มึงจะมาก็บอกกู กูอยากได้มึงมาเพราะมึงเป็นเพื่อนกู ถ้ามึงไม่มา   กูก็ถือว่ามึงไม่รับคำชวนของกู กูก็ไม่บังคับมึง แค่นี้นะ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สิ้น สุดคำ นั้น ทำให้ผมคิด... คิด... คิด และคิดว่า กูไม่ไปดีกว่า คำพูดของไอ้  อ.  เด็ดขาด มันเงียบหายไปเลย เพราะคำตอบของการกระทำผมคือ ไม่ไป   เท่ากับปฏิเสธมัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผ่านไปสิบกว่าปี เบอร์โทรผมเปลี่ยนไป   แต่มันก็มีความพยายามที่จะสืบเสาะแสวงหา โทรมาหาผม แนะนำตัว ชื่อจริง   นามสกุล ชือเล่น ฉายา ให้ผมฟัง กลัวผมจำมันไม่ได้ แต่ผมจำมันได้เสมอ   ผมถามว่ามันได้เบอร์ผมมาจากไหน มันบอกมันถามจากเพื่อนอีกคน   แล้วมันก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงให้เสียเวลา มันถามผมก่อนเลยว่า เฮ้ย   มึงมีห้าหมื่นมั้ย กูขอยืมหน่อย สาดดด มึงหายไปสิบกว่าปี   วันนี้มึงมาขอยืมห้าหมื่น มึงเดือดร้อนเรื่องไรเหรอ มันบอกว่า   มันกำลังจะไปทำงานที่อเมริกาเป็นโรบินฮู๊ด อยากจะยืมเงินเพื่อนๆ   ไปเข้าบัญชี เพื่อเอาเสตทเม้นไปทำวีซ่า ไอ้บ้า มึงคิดได้ไงเนี่ย...   นี่มันสมัยไหนแล้ว เขาไม่ได้ไปทำอย่างนั้นกันง่ายๆ ผมบอกมันว่า ผมมีลูก   ผมก็ต้องใช้เงินเหมือนกัน มันถามต่อว่า   เฮ้ยเรามึงรู้จักใครให้กู้เงินบ้างไหน   ผมนึกถึงเพื่อนอีกคนให้กู้แต่ดอกโหดมากร้อยละสิบ มันบอกเอามาเลย   ผมบอกเฮ้ยมึงฟังก่อนร้อยละสิบต่อวันนะเว้ย   เพื่อนกูไปปล่อยแม่ค้าในตลาดให้แม่ค้าไปปล่อยร้อยละยี่สิบอีกที มันหน้ามืด   มันบอก ขอเบอร์เพื่อนมึงหน่อย เฮ้ย บ้าแล้ว ไม่เอาๆๆๆ   มันก็ซักไซ้ถึงเพื่อนคนอื่นๆ   แล้วมันก็นึกถึงเพื่อนคนนึงที่เคยให้มันยืมเงินสามพันบาท   มันถามผมว่ามีเบอร์เพื่อนคนนี้มั้ย ผมบอกไม่มี   มันบอกว่ามึงช่วยหาให้กูหน่อย ไอ้นี่มันต้องช่วยกูได้แน่ ผมถามมันกลับว่า   แล้วมึงยืมเขามาสามพันมึงคืนเขาไปหรือยัง มันบอกยัง ไอ้สาดด   แล้วใครเขาจะให้มึงยืมห้าหมื่น สามพันมึงยังไม่จ่าย มันบอกว่า   กูมั่นใจว่ามันต้องช่วยกูถ้ามึงไม่มีให้กูยืมมึงก็ช่วยกูโดยการหาเบอร์มัน  ให้หน่อยละกัน เดี๋ยวอีกสองสามวันกูจะโทรมาใหม่ แค่นี้นะ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คง ประมาณ พรุ่งนี้ มันคงโทรมาอีก ผมยังไม่สามารถหาเบอร์เพื่อนคนนั้นให้มันได้   ผมคิดว่าเขาจะให้มันเหรอ คำพูดมันคือยืม แต่จริงๆ มันก็ไม่ได้คืนแน่ๆ ไอ้   อ. คิดไรแปลกๆ จะไปทำไรที่เมกา ที่ทำงานที่ไหนก็ยังหาไม่ได้   จะไปหาเอาดาบหน้า ฝันไปแล้ว สถานทูตเขาเห็นหน้ามันก็คงไม่ให้ไปเป็นแน่   ก็คงได้แต่อวยพรให้มันหาไรอย่างอื่นทำในประเทศไทยจะดีกว่า   ชีวิตนักดนตรีอาจพอมีช่องว่างสำหรับมันบ้างก็ได้.....&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผมเอง ก็ไม่กล้าไปหาเบอร์ของเพื่อนอีกคนที่นาย อ. ให้ไปตามหาน่ะครับ   ไม่อยากเอาปัญหาไปให้เพื่อน ปล่อยให้เป็นความพยายามของ อ. เองดีกว่า   นี่เขาก็ไม่ได้โทรมาอีก อาจได้แหล่งเงินทุนแล้วก็ได้   แต่เรื่องไปเป็นโรบินฮู๊ดที่อเมริกา ผมว่าสมัยนี้ไม่ได้ทำกันง่ายๆ เลย   อยากช่วยหาอาชีพอื่นให้เพื่อนมากกว่า ถ้าเขายอมเปิดใจฟังเราบ้าง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำหรับ   นาย อ. ไม่ต้องไปทายว่า อ.ไหน คนนี้ผมยินดีช่วยถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง   ครึ่งแสนผมคงไม่รู้จะช่วยยังไง ครั้งหน้าคงห้าแสน   อีกวิถีไทยที่เราอาจได้พบเจอกันบ่อยๆ   ต่อไปคำทักทายคนไทยเมื่อเจอกันคงเปลี่ยนไป สวัสดี สบายดีมั้ย คงไม่มี   จะกลายเป็น เฮ้ย มีตังให้ยืมมั้ยวะ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;a href="http://a2.sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc6/228044_1640337782774_1666701585_1260811_6894061_n.jpg"&gt;&lt;img style="cursor: pointer; width: 500px; height: 308px;" src="http://a2.sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc6/228044_1640337782774_1666701585_1260811_6894061_n.jpg" alt="" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1664567325429047342-2448147609735265858?l=mangkashop.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mangkashop.blogspot.com/feeds/2448147609735265858/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mangkashop.blogspot.com/2011/05/1_16.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1664567325429047342/posts/default/2448147609735265858'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1664567325429047342/posts/default/2448147609735265858'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mangkashop.blogspot.com/2011/05/1_16.html' title='เรื่องของเพื่อนๆ ภาค 1 โดย แมงกะโปน'/><author><name>แมงกะโปน (Mangkapon)</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16934259360302014730</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/-5r1ppjWhJu0/TdFWPdaJH8I/AAAAAAAAABc/DnRlsdFhx18/s220/AVATAR2.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1664567325429047342.post-6430399605999305323</id><published>2011-05-16T11:32:00.000-07:00</published><updated>2011-05-16T11:43:08.034-07:00</updated><title type='text'>นิทานอีศพ ตอนที่ 6 กระต่ายกับตุ๊ด โดย แมงกะโปน</title><content type='html'>ฮู๊... แย่ว่ะ ไฮเปอร์ด๊อกไม่ได้ความเลย แทนที่จะมาช่วยเด็กเลี้ยงเป็ดก่อน เป็นข้าหน่อยไม่ได้ หมอเสกบ่น อีศพจึงถามว่า แล้วถ้าเป็นพ่อหมอ ท่านจะทำยังไง หมอเสกตอบว่า กูก็จะเข้าคิวสอยนังนั่นเป็นคนแรกสิวะ ถามได้ ก๊ากก ก๊ากก ก๊ากกก อีศพเริ่มแอบยิ้มแบบมีเลศนัย นึกในใจว่า เจ้าหมอผีนี่เริ่มตบะแตกแล้ว ต่อไปอีกไม่นานเจ้าหมอผีนี่คงโดนเรากำจัดทิ้งโดยไม่ยาก แล้วอีศพก็ตอบว่า แหม พ่อหมอก็ช่างขี้เล่น เอาละมาฟังเรื่องราวกันต่อเลยละกัน ต่อไปเป็นเรื่อง กระต่ายกับตุ๊ด&lt;p style="font-weight: bold;"&gt;กระต่ายกับตุ๊ด&lt;/p&gt;&lt;p style="font-weight: bold;"&gt;&lt;a href="http://a4.sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc6/225908_1640414144683_1666701585_1260941_5345638_n.jpg"&gt;&lt;img style="cursor: pointer; width: 509px; height: 318px;" src="http://a4.sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc6/225908_1640414144683_1666701585_1260941_5345638_n.jpg" alt="" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เริ่มต้นกันที่สวนจตุจักร มีแม่ค้ากระต่ายคนนึงแกเป็นตุ๊ด มีกระต่ายหลายพันธุ์เอามาจำหน่าย ผูกโบว์ใส่เสื้อให้มัน โดยไม่เคยถามพวกมันเลยว่าเต็มใจหรือไม่ รายได้จากการขายกระต่ายแม่ค้าตุ๊ดก็เอาเงินไปซื่อเสื้อผ้ามาแต่งแต๋วให้หนุ่มๆ ตื่นตูม แม่ค้าตุ๊ดหวังว่าสักวันนึงเธอจะเอารายได้ทั้งหมดที่สะสมเอาไปผ่าตัดแปลงตอให้กลายเป็นต๋อมแต๋ม แล้วก็จะฉีดทำเต้าเต่งให้โต่งโต แม่ค้าตุ๊ดเธอยังเป็นโสด ครั้งนึงเธอเคยมีรัก แต่ก็ต้องอกหัก เพราะชายคนรักมาหลอกเอางิน แล้วไปเพลิดเพลินกับชะนีแท้ อกแม่ตุ๊ดจึงร้าวระบมขืนข่มเรื่อยมา อาชีพขายกระต่ายจึงเป็นอาชีพที่เธอทำเพื่อที่จะลืมเรื่องราวในอดีต และสะสมเงินทอง เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของเธอ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;วันนึงในขณะที่เธอกำลังแต่งตัวให้กระต่ายเพื่อที่จะนำไปใส่กรงขาย เธอก็ได้ยินเสียงใครคนนึงมากระซิบใกล้ๆ พี่ครับ พี่ครับ เบาๆ หน่อย เบาๆ หน่อย เอ...เสียงมาจากไหน แม่ค้าตุ๊ดงง พยายามมองหาที่มาของเสียง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;พี่ครับ พี่ครับ นี่ผมเอง น้องต่ายไงครับ แม่ค้าตะลึงผงะหงายเมื่อเห็นกระต่ายพูดได้ นี่ๆ แกเป็นผีหรือเป็นกระต่าย... อย่าเข้ามานะ แม่ค้าเขยิบตัวถอยห่าง กระต่ายตอบว่า โธ่ ไม่มีอะไรครับ แค่ผมอยากบอกพี่ว่าผมเป็นผู้ชายพี่เอากระโปรงมาใส่ให้ผมทำไม ผมไม่อยากได้ซักหน่อย พี่ขายพวกผมไปหลายคนพี่รู้มั้ย พวกเขาเป็นทหารของผม แม่ค้างง นี่มึงพูดเรื่องอะไร ไอ้กระต่าย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;กระต่ายจึงเล่าเรื่องราวของมันให้แม่ค้าตุ๊ดฟัง จริงๆ แล้วผมเป็นเจ้าชายแห่งเมืองบาบิล็อท ผมเป็นองค์รัชทายาทที่จะสืบทอดบัลลังค์ต่อไป แต่แล้วผมก็ถูกอำมาตย์แมคที่เป็นพ่อมดร้ายแฝงตัวอยู่ในวัง เอาแอปเปิ้ลมาให้กินผมหลงกลมัน กัดกินเข้าไป ไม่เพียงแต่ผมเท่าทั้น เหล่าทหารกล้าของผมก็ได้ถูกวางยาลงในอาหาร ทำให้ทุกคนกลายร่างเป็นกระต่ายหมด แล้วพวกอำมาตย์แมค มันก็ไล่จับพวกผมใส่แพคส่ง DHL มาขายเมืองไทย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อ๊ะ ชั้นจำได้แล้ว ฉันสั่งพวกหล่อนมาจากอีเบย์ เพราะถูกมากๆ เลย รวมค่าชิปปิ้งแล้วตกราคาตัวนึงไม่ถึงเซนต์ แล้วตอนเอาออกทั้งกรมปศุสัตว์และศุลกากร เอาออกง๊ายง่าย แม่ค้าตอบ เจ้ากระต่ายพูดเสริม นั่นแหละ มันเป็นแผนการของอำมาตย์แมค พวกมันมีเครือข่ายอยู่ทั่วโลก แผนของมันไม่ใช่แค่ยึดครองบัลลังค์ผม แต่มันจะยึดครองทั้งโลก มันคือพ่อมดร้ายที่พวกเราต้องกำจัดมันก่อนที่มันกำจัดเรา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แล้วชั้นจะช่วยหล่อนได้ยังไงล่ะจ๊ะ แม่ค้าถาม เพียงพี่จุมพิตพวกผมด้วยรักแท้ พี่ก็จะทำได้พวกผมกลับกลายเป็นคน เดินทางกลับไปต่อสู้กับเจ้าอำมาตย์ชั่ว กระต่ายตอบพลันก็ได้จุมพิตจากแม่ค้าตุ๊ด แล้วปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น เจ้ากระต่ายก็กลายร่างในฉับพลัน แว๊บบบ.... อ้าว ไหงเป็นอย่างนี้ ตัวใหญ่เท่ามนุษย์ แต่ร่างกายยังคงเป็นกระต่าย เจ้าชายกระต่ายงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เมื่อลองตรองดูอาจเกิดขึ้นจากที่แม่ค้าตุ๊ดยังไม่ได้ผ่าตัดแปลงตอให้เป็นต๋อมแต๋มนั่นเอง จึงคลายเวทย์มนต์ได้เพียงครึ่งเดียว แต่ไม่เป็นไร หลังจากกอบกู้บัลลังค์คืน เจ้าชายกระต่ายก็จะมอบทรัพย์สมบัติให้แม่ค้าตุ๊ดส่วนหนึ่งให้ไปแปลงเพศให้สมบูรณ์แล้วกลับมาจุมพิตอีกครั้ง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แล้วแม่ค้าตุ๊ดก็จุมพิตกระต่ายทุกตัว จนกระต่ายกลายร่างเป็นกระต่ายตัวโต แต่ติดปัญหาอยู่ที่จะเดินทัพไปต่อสู้กู้บัลลังค์ได้อย่างไร พอดีบ้านแม่ค้าอยู่ใกล้ๆ กับบ้านของด๊อกเตอร์แฟรงเกนต์สไตน์จึงไปขอคำปรึกษา ด๊อกเตอร์ตอบว่า ทุกวันศุกร์สุดท้ายของเดือนยานเอนเตอร์ไพรซ์จะมาจอดเทียบท่าแถวคลองเตย ในยานจะมีเครื่องย้ายมวลสาร ขอให้พวกท่านเอานามบัตรข้าไปให้กับคุณสป๊อคแล้วพวกท่านจะเดินทางไปไหนก็ได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทุกคนรอจนถึงวันศุกร์สุดท้าย ก็ไปคลองเตยตามคำแนะนำของด๊อกเตอร์แฟรงค์เกนต์สไตล์ เอานามบัตรด๊อกเตอร์ไปให้คนที่มากับยานเอนเตอร์ไพรซ์พาไปหาคุณสป๊อค เล่าเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้น แล้วคุณสป๊อคก็จัดการนำพากองทัพกระต่ายและแม่ค้าตุ๊ด ส่งไปยังเมืองบาบิล็อทโดยเครื่องย้ายมวลสาร&lt;/p&gt;&lt;p&gt;บัดนี้กองทัพกระต่ายได้เดินทางมาถึงเมืองบาบิล็อทเพื่อกอบกู้ราชบัลลังค์แล้ว เมืองบาบิล็อทเปลี่ยนไปมาก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ด้วยโองการของอำมาตย์แม็ค ทำให้ประชากรต้องทำงานอย่างหนัก พระราชาเสด็จพ่อของเจ้าชายกระต่าย ได้ถูกอำมาตย์แม็ควางยากลายเป็นหมูส่งไปเมืองไทย ตอนนี้กลายเป็นหมูแผ่นขายเยาวราชเรียบร้อย สร้างความโศกเศร้าเสียใจแก่องค์ชายเป็นยิ่งนัก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ศึกครั้งนี้จะยอมแพ้ไม่ได้ เจ้าชายกระต่าย พร้อมแม่ทัพคู่ใจวางแผนที่จะโค่นล้มอำนาจของอำมาตย์แม็ค ตอนนี้มันมีทั้งเวทย์มนต์ กองทัพและอำนาจสารพัดคงเป็นการยากที่จะทำลายล้างมันได้ มีทางเดียว คือเลือดของกระเทยพรหมจรรย์เท่านั้นที่จะล้างเวทย์มนต์ของมันได้ กระต่ายจึงร้องขอเลือดจากแม่ค้าตุ๊ด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นี่หล่อนรู้ได้ยังไงว่าเลือดชั้นจะกำจัดมันได้ แม่ค้าตอบ กระต่ายจึงถามว่าต้องเป็นเลือดของกระเทยพรมจรรย์เท่านั้น ถึงจะช่วยได้ ผมต้องถามพี่ก่อนว่ากะแฟนเก่า พี่มีอะไรกับเขามั้ย แม่ค้าตุ๊ดบิดตัวเขินอายแล้วบอกว่า... แหม มาถามอะไรกันตรงๆ ขนาดนี้ จะว่าไป ไอ้แฟนคนก่อนมันก็แค่ผู้ชายทีมาหลอกแดกเงินกระเทยไปวันๆ นะ  นอกจากจับมือถือแขนแล้วไม่เห็นมันทำอะไร พอชั้นเผลอเมื่อไร มันก็เอาเงินชั้นไปปรนเปรอผู้หญิงอื่น พูดแล้วยังแค้นไม่หายเลย อยากตามจิกมันมาตบทั้งผัวทั้งเมียเลย...หึ๋ย แค้นนนนน....&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ไม่ต้องห่วงครับ ถ้าภาระกิจนี้สำเร็จ พี่อยากได้อะไรพี่บอกมา ผมจะจัดหาให้ พวกเรายินดียอมเป็นผัวพี่ทั้งกองทัพ เพราะพวกเรากรีดเลือดสาบานกันแล้วว่ามีสุขร่วมเสพ พี่เป็นความสุขชิ้นแรกที่ผมจะหยิบยื่นให้พวกเขามาเสพร่วมกัน กระต่ายกล่าว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โห...อย่างนี้ชั้นสู้ใจขาดเลยค่ะ จะให้กรีดตรงนี้เลยมั้ย แม่ค้าตอบ กระต่ายบอกว่า ช้าก่อนๆ เราต้องมีการวางแผนอย่างแยบยล เพื่อที่จะเข้าประชิดตัวเจ้าอำมาตย์ชั่ว ทหารทุกคนของมันไม่ใช่มนุษย์ ล้วนเป็นของเสกขึ้นมาทั้งนั้น ถ้าเราจัดการมันได้ เวทย์มนต์ของมันทั้งหลายก็จะสลายสิ้น พวกเราก็จะกลับมาเป็นมนุษย์อีกครั้ง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทหารกระต่ายปลอมตัวไปสืบเรื่องราว รู้มาว่าอำมาตย์จะประกอบพิธีสำคัญเป็นพิธีเสริมชะตาเมือง ที่จะจัดขึ้นที่ศาลาบัว ในวันรุ่งขึ้น คืนนั้นเหล่าทหารจึงลงมือปั๊มเลือดจากแม่ค้าตุ๊ดไปหลายซีซีเพื่อบรรจุลงในกระบอกปืนฉีดน้ำพลังสูงหมายถล่มเจ้าอำมาตย์ชั่ว จนแม่ค้าตุ๊ดเดินสโหลสเหลเพราะเสียเลือดไปมาก แล้วก็นอนพักอยู่ในฐานทัพของเจ้าชายกระต่าย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทหารกระต่ายหลบซ่อนตัวตามจุดต่างๆ เมื่อถึงเวลาตามพิธี เจ้าอำมาตย์ชั่วเดินออกมาร่ายเวทย์คาถา ระหว่างที่อำมาตย์สวดคาถา ปืนฉีดน้ำจากทุกจุดซุ่มยิงก็ได้ฉีดกระหน่ำไปทั้งร่าง เข้าปากเข้าจมูก อำมาตย์แม็คเต็มไปหมด เจ้าอำมาตย์แม็คดิ้นพราดดด... เหมือนโดนน้ำร้อนลวก แล้วร่างที่แท้จริงของมันก็เผยออกมา มันคือเต่าตัวนึง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เพื่อเป็นการถอนรากถอนโคนเหล่าทหารกระต่ายจึงมารุมกระทืบเต่าให้แบนแต๋ ตุ๊บตั๊บ....ตุ๊บตับ ดังสนั่น แล้วคำสาปต่างๆ ก็ถูกถอน ทหารกระต่ายและเจ้าชายกลายร่างเป็นมนุษย์รูปงาม ทหารชั่วฝ่ายอำมาตย์กลายร่างเป็นเต่าวิ่งลงคลองไปหมด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เจ้าชายนำทีมทหารกลับไปหาแม่ค้าตุ๊ด เพื่อตอบแทนในบุญคุณที่สละเลือดมาปราบเจ้าอำมาตย์ แม่ค้าตุ๊ดในสภาพอิดโรยเพราะถูกสูบเลือดไปเยอะ ยิ้มแบบอ่อนระทวยถามว่า เป็นไง สำเร็จแล้วใช้มั้ย พร้อมสายตาที่กวาดมองชายรปงามที่ยืนอยู่ตรงหน้าอย่างตื่นตะลึง เจ้าชายบอกว่า พวกเรามาตอบแทนคุณที่พี่ได้ช่วยพวกเราเอาไว้ พี่ต้องการเดี๋ยวนี้เลยมั้ย แม่ค้าตุ๊ดตอบว่า ได้สิ จะรอไปใย ชั้นรอมานานแล้ว....&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แล้วทหารทั้งกองทัพ ก็จัดการตอบแทนบุญคุณให้กับแม่ค้าตุ๊ด ด้วยการมอบความเป็นสามีให้อย่างถ้วนหน้า สามวันสองคืน&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แม่ค้าตุ๊ดนอนนิ่งสนิท ไม่ไหวติง เหล่าทหารตรวจสอบดูว่าเธอได้เสียชีวิตไปแล้ว โธ่ พี่สาว ไม่น่ามาด่วนจากพวกเราไปเลย แม่ค้าตุ๊ดในสภาพศพยิ้มแปร้ ตาค้าง ดูอิ่มเอมในรสชาติแห่งกามาอย่างเปี่ยมล้น เจ้าชายได้จัดพิธีศพของเธอให้อย่างสมเกียรติ และสร้างอนุสาวรีย์ไว้ที่ศาลาบัวเป็นอนุสรณ์ตราบชั่วฟ้าดินมลาย....&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า...&lt;/p&gt;&lt;p style="font-weight: bold;"&gt;จะรีบไปไหน... จะรีบไปไหน เก็บไว้ก็ไม่เน่าบูด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;พอนิทานจบ หมอเสกก็ถามว่า เจ้าชายมันรู้ได้ยังไงว่า อำมาตย์มันแพ้เลือดตุ๊ด อีศพตอบว่า แหม ท่านหมอ ก็มันเป็นนิทาน หมอเสกตอบว่า แต่มันไม่สมเหตุสมผลเลยนะ ข้าว่ามาฟังนิทานของข้าบ้างดีกว่า อีศพตอบว่า ช้าก่อน ช้าก่อน อดใจไว้อีกนิด เพราะหนังสือนิทานอีศพ ของแมงกะโปน กำลังจะออกวางตลาด เก็บเอาไว้เล่าทีเดียวในนั้นดีกว่า  เรื่องมันๆ สนุกสนาน ยังจะตามมาอีกเยอะ&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อ๊ะ จริงดิ หมอเสกอุทาน&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1664567325429047342-6430399605999305323?l=mangkashop.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mangkashop.blogspot.com/feeds/6430399605999305323/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mangkashop.blogspot.com/2011/05/6.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1664567325429047342/posts/default/6430399605999305323'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1664567325429047342/posts/default/6430399605999305323'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mangkashop.blogspot.com/2011/05/6.html' title='นิทานอีศพ ตอนที่ 6 กระต่ายกับตุ๊ด โดย แมงกะโปน'/><author><name>แมงกะโปน (Mangkapon)</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16934259360302014730</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/-5r1ppjWhJu0/TdFWPdaJH8I/AAAAAAAAABc/DnRlsdFhx18/s220/AVATAR2.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1664567325429047342.post-1695093038499037110</id><published>2011-05-16T11:21:00.000-07:00</published><updated>2011-05-16T11:31:09.162-07:00</updated><title type='text'>นิทานอีศพ ตอนที่ 5 เด็กเลี้ยงเป็ด (ไอ้อ๊อดกับเงา ภาค 3) โดย แมงกะโปน</title><content type='html'>คืนต่อมาหมอเสกออกมานั่งรออีศพตั้งแต่หัวค่ำเพื่อมาฟังนิทาน แล้วอีศพก็มาตามนัด มาไวจริงนะพ่อหมอ อีศพทักทายหมอเสกตอบว่า กูพร้อมและ มึงมาเล่าต่อได้เลย ก่อนที่กูจะเปลี่ยนใจเอามึงยัดลงหม้อ อีศพบอก จ้า จ้า จ้า จ้า วันนี้เป็นเรื่องของเด็กเลี้ยงเป็ดนะจ๊ะ... เรื่องมันมีอยู่ว่า.....&lt;p style="font-weight: bold;"&gt;เด็กเลี้ยงเป็ด&lt;/p&gt;&lt;p style="font-weight: bold;"&gt;&lt;a href="http://a1.sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-ash4/225556_1640390664096_1666701585_1260895_2833964_n.jpg"&gt;&lt;img style="cursor: pointer; width: 422px; height: 411px;" src="http://a1.sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-ash4/225556_1640390664096_1666701585_1260895_2833964_n.jpg" alt="" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในทุ่งกว้างแห่งหนึ่ง มีเด็กสาววัยรุ่นวัยรุ่นนางหนึ่งกำลังให้อาหารเป็ดอยู่ เป็ดที่เธอเลี้ยงเป็นกิจการของครอบครัวที่ทำมาช้านาน นับวันเป็ดก็ขยายพันธ์มากขึ้นๆๆๆ จนมีเป็ดอยู่ในคอกเยอะมาก เธอคิดในใจว่าถ้าตัวเธอหกล้มไปในเล้าเป็ดจะเกิดอะไรขึ้น คิดเล่นๆ สนุกๆ คงไม่พอ เธอจึงอยากวัดเรตติ้งว่ามีใครจะออกมาช่วยคนสวยๆ อย่างเธอหรือไม่ จึงแกล้งตีไม้เคาะกระบอกให้เสียงดังแล้งร้องกรี๊ดดดด....ช่วยด้วยค่า... ช่วยด้วยค่า....เป็ดข่มขืนหนู ช่วยด้วย ช่วยด้วย....กรี๊ดดดด.... ชาวบ้านที่ได้ยินจึงรีบคว้าไม้ คว้าจอบ อะไรก็ได้ที่ใกล้มือมารีบวิ่งกันมาช่วยเด็กเลี้ยงเป็ด พอวิ่งมาถึงก็เห็นเด็กเลี้ยงเป็ดยืนหัวเราะท้องแข็ง ก๊ากก ก๊าก ก๊าก.... ชาวบ้านถามว่า ไหนล่ะเป็ดตัวไหนที่มันข่มขืนเอ็ง เห็นมีแต่เอ็งยืนบ้าหัวเราะอยู่คนเดียว เด็กเลี้ยงเป็ดตอบว่า เป็ดที่ไหนมันจะมาข่มขืนหนูล่ะจ๊ะ เป็ดมันตัวแค่เนี้ย มันจะมาทำอะไรได้ พวกลุงพวกน้าเนี่ย หลอกแค่นี้ก็เชื่อและ แหม ยังไงก็ขอบคุณที่เป็นห่วงหนูนะ มากันเยอะเลย แสดงว่าหนูเป็นคนสวยน่ารักใช่มั้ยล่า ถึงได้เป็นห่วงเป็นใยกันขนาดนี้ ชาวบ้านบ่นงึมงัมๆๆ ส่ายหัว แล้วก็เดินจากไป เด็กเลี้ยงเป็ดก็ยังคงยืนค้ำรั้วหัวเราะเริงร่า ท่ามกลางเสียงก๊าบๆ ของเป็ด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หลังจากวันนั้นทุกวัน เด็กเลี้ยงเป็ดก็จะออกมาเริงร่าร้องเพลง พอเห็นคนเดินผ่านก็จะทำเป็นร้อง ช่วยด้วยค่า ช่วยด้วยค่า หนูถูกเป็ดข่มขืน พอคนมองเข้ามาก็ยิ้ม แหม เธอช่างมีอารมณ์ขัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แล้ววันซวยก็มาถึง เวลาใกล้ค่ำตะวันตกดิน วันนั้นเด็กเลี้ยงเป็ด กำลังนอนฟังวิทยุอยู่เพลินๆ ก็มีเสียงประหลาดโหยหวนดังขึ้นมา ตอนแรกเธอเข้าใจว่าเป็นเสียงวิทยุ เลยเลื่อนสถานี ก็ยังมีเสียงเดิมอีก เอ... ไหนลองปิดวิทยุซิ เฮ่ย... เสียงก็ยังมีอยู่ แถวนั้นมีเพียงแต่เธอกับเป็ด ไอ้เป็ดตัวไหนทำเสียงประหลาดวะ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เธอมองเห็นต้นไม้ประหลาดเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ทุกทีๆๆๆ เธอจึงแหงนมองขึ้นไปดู นี่มันเปรตตต เปรต นี่นา เธอร้องกรี๊ดดด เสียงหลง เปรตตัวนั้นยื่นมือมาจับเธอเอาไว้ โชคร้ายที่เปรตตัวนี้ เป็นวายร้ายที่เคยถูกตำรวจวิสามัญคดีฆ่าข่มขืนเมื่อหลายเดือนก่อน มันยังคงไม่ไปผุดไปเกิด ตามล่าเหยื่อมาเสวยราคะของมัน ทุกคืน คืนนี้เป็นคราวซวยของเด็กเลี้ยงเป็ด เจ้าเปรตแลบลิ้นเอายาวของมันออมาเลียหน้าของเด็กเลี้ยงเป็ด น้ำลายไหลยืด ฝ่ายเด็กเลี้ยงเป็ดก็ยังคงตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ ช่วยด้วย ช่วยด้วย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เจ้าเปรตใช้ฟันกระชากเสื้อผ้าของเด็กเลี้ยงเป็ดออกจนหมด เสื้อผ้าหลุดร่วงลงมาข้างล่าง ตัวมันใหญ่ขนาดนี้ อวัยวะสำคัญของมันจะใหญ่ขนาดไหน เด็กเลี้ยงเป็ดตื่นกลัว หวีดร้อง หนักขึ้น หนักขึ้น... ช่วยด้วยค่า ช่วยด้วค่า เปรตข่มขืน ช่วยด้วยช่วยด้วย เปรตข่มขืน ชาวบ้านแถวนั้นได้ยิน ตะโกนกลับมาว่า มึงจะเล่นอะไรไม่รู้จักเวล่ำเวลามืดค่ำแล้วยังจะมาแกล้งหลอกชาวบ้านอีก ไป๊... เกรงใจชาวบ้านชาวช่องเขามั่ง สิ้นเสียงตะโกนชาวบ้านก็พากันปิดไฟ ไม่สนใจกับเสียงร้องขอความช่วยเหลือของเด็กเลี้ยงเป็ด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เปรตยังคงดำเนินการปลุกปล้ำเพื่อสนองราคะอันหื่นโหยของมัน ลิ้นยาวๆ น้ำลายไหลเยิ้มต่ายตวัดไปทั่วร่างของเด็กเลี้ยงเป็ด เด็กเลี้ยงเป็ดร้องให้ช่วยจนเสียงแหบแห้ง ช่วยด้วย ฮือ.... ฮือ... ฮือ... เปรตข่มขืนหนู ฝูงเป็ดก็ต่างตื่นตกใจร้องก๊าบๆๆๆ ระรัวไปทั้งฝูง อวัยวะสำคัญของเปรตมันกำลังกวัดแกว่งเพื่อเตรียมพร้อมปฏิบัติกาม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ฉับพลันทันใด บนท้องฟ้าอันมืดมิดยามค่ำคืน ก็มีร่างของสุนัขตัวนึงกระโดดลอยฟ้าเหิรหาวข้ามหัวเปรตตัวนั้นไป มันคือ ไฮเปอร์ด๊อก ยอดวีรบุรุษ ณ เวลานี้มีแต่เพียงเขาเท่านั้นที่จะออกมาต่อสู้เพื่อช่วยเหลือมวลมนุษย์ผู้ทุกข์ร้อน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เจ้าเปรตยักษ์จงเอามือโสมมและลิ้นอันโสโครกของเจ้าออกไปจากสาวน้อยเดี๋ยวนี้ ไฮเปอร์ด๊อกประกาศก้อง เจ้าเปรตยักษ์หันหน้ามามองไฮเปอร์ด๊อกแล้วกล่าวว่า เจ้าเป็นใคร มาเสือกอะไรด้วย หมูเขากำลังจะหาม เด็กสาวร้องขอความช่วยเหลืออีกครั้ง ช่วยด้วยจ้ะ ช่วยด้วย เปรตมันจะข่มขืนหนู&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ไฮเปอร์ด๊อกตอบ เจ้าไม่เห็นหรือ ว่าเธอหวาดกลัวเจ้าเพียงใด ชีวิตเจ้าชั่วมาพอแล้ว ตายไปเป็นผียังมาทำชั่วอีก แล้วชาติหน้าเจ้าจะไปอยู่ในภพชาติที่ดีได้อย่างไร&lt;/p&gt;&lt;p&gt;มึงไม่ต้องมาทำเป็นสอน มึงจบเปรียญไหนวะ มึงตายเสียเถอะ ว่าแล้วเจ้าเปรตก็โยนร่างของเด็กสาวไปในฝูงเป็ด ส่วนมันก็หันมาต่อสู้กับไฮเปอร์ด๊อก ด้วยพลังสารพัดสัตว์คล่องแคล่วปานลิง แข็งแกร่งดังช้างสาร วิ่งไวดังกระต่ายไพร ทำให้ไฮเปอร์ด๊อกเหนือชั้นกว่าเปรตนรก แต่ด้วยความที่เปรตตัวใหญ่กว่าไฮเปอร์ด๊อกจึงทำให้ใช้เวลาพอสมควร ในการต่อสู้เพื่อที่จะเอาชนะมัน เจ้าเปรตจบลงด้วยถูกมัดด้วยมือแขนขาและอวัยวะสำคัญของมันพันรอบตัวกลมกลิ้งเป็นลูกบอล แล้วถูกเตะปั๋ง กระเด็นออกไปนอกโลกลอยอยู่ในสูญญากาศตุ๊บป่อง ตุ๊บป่อง รอวันไปผุดไปเกิด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ไฮเปอร์ด๊อกหันมาที่สาวน้อยในฝูงเป็ด ชิบอ๋าย ไม่ทันดู ฝูงเป็ดกำลังรุมโทรมสาวน้อยอย่างเมามัน คิวถึงตัวที่ 150 ส่วนตัวที่ 512 กำลังกดบัตรคิว ไฮเปอร์ด๊อกตกใจสุดขีด จึงรีบคว้าสาวน้อยขึ้นมา ท่ามกลางเสียงกิ๊บก๊าบโวยวายจากฝูงเป็ด....ก๊าบ..ก๊าบ...&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ไฮเปอร์ด๊อกนำตัวเด็กเลี้ยงเป็ดไปส่งที่ศูนย์ร้องทุกข์ของคุณแม่ปวีณา แล้วมันก็เหาะขึ้นไปบนท้องฟ้า พร้อมเสียงบ่นงึมงัมว่า ภารกิจล้มเหลว...ภารกิจล้มเหลว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า....&lt;/p&gt;&lt;p style="font-weight: bold;"&gt;อย่ามองค่าว่าเป็ดเล็ก เป็ดก็มีทีเด็ดเหมือนกัน&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1664567325429047342-1695093038499037110?l=mangkashop.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mangkashop.blogspot.com/feeds/1695093038499037110/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mangkashop.blogspot.com/2011/05/5-3.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1664567325429047342/posts/default/1695093038499037110'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1664567325429047342/posts/default/1695093038499037110'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mangkashop.blogspot.com/2011/05/5-3.html' title='นิทานอีศพ ตอนที่ 5 เด็กเลี้ยงเป็ด (ไอ้อ๊อดกับเงา ภาค 3) โดย แมงกะโปน'/><author><name>แมงกะโปน (Mangkapon)</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16934259360302014730</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/-5r1ppjWhJu0/TdFWPdaJH8I/AAAAAAAAABc/DnRlsdFhx18/s220/AVATAR2.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1664567325429047342.post-7504655407353297121</id><published>2011-05-16T11:13:00.000-07:00</published><updated>2011-05-16T11:20:26.880-07:00</updated><title type='text'>นิทานอีศพ ตอนที่ 4 ไอ้อ๊อดกับเงา ภาค 2 โดย แมงกะโปน</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://a4.sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc6/229133_1640388624045_1666701585_1260892_5443227_n.jpg"&gt;&lt;img style="cursor: pointer; width: 331px; height: 315px;" src="http://a4.sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc6/229133_1640388624045_1666701585_1260892_5443227_n.jpg" alt="" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;คืนนั้นน้องไก่หายไปกะใครไม่มีใครรู้ แต่คงไม่ใช่เสี่ย ส่วนไอ้อ๊อดที่ตกน้ำไปคืนนั้นมันโผล่ขึ้นอืดมาอีกทีตอนเช้า ศพของมันลอยตุ๊บป่องๆๆ ไปเรื่อย จนไปถึงบ้านริมน้ำแห่งนึง บ้านนั้นเป็นบ้านของด๊อกเตอร์แฟรงเกนสไตล์ที่เคยสร้างปิศาจดังๆ ในโลกเซลลูลอยด์ของฮอลลีวู๊ดมาแล้ว บัดนี้ท่านได้หนีความซ้ำซากจำเจมาอยู่เมืองไทย เพราะติดใจกระเทยพัฒพงษ์ มาลงหลักปักฐานอยู่กินกัน ท่านด๊อกเตอร์ปีนี้ก็ 80 กว่า แขนขาเริ่มอ่อนแรง แต่ก็ยังอุตส่าห์ประคองเจ้าอ๊อดหมาผู้น่าสงสารขึ้นมาได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ดูจากท่าทาง เจ้าไม่น่าเป็นหมาที่อายุสั้น ท่านด๊อกเตอร์รำพึงรำพัน แล้วพาเจ้าอ๊อดไปที่ห้องทดลอง ในห้องของด๊อกเตอร์มีทั้งซาก ลิง ช้าง หมู สารพัดสัตว์ที่รอการดัดแปลง แต่เจ้าอ๊อดโชคดีเป็นพิเศษที่จะได้ลัดคิว ผ่าตัดฟื้นคืนชีพ.... ว่าแล้วฟ้าก็ผ่าลงเปรี้ยง ตามสไตล์หนังทริลเล่อร์ ไอ้อ๊อดถูกจับวางลงในเครื่องเปลียนย้ายอวัยวะ ชิ้นส่วนบางชิ้นที่เน่าเสียจะถูกทดแทนด้วยอวัยวะของสัตว์อื่นที่ยังใช้งานได้ สมองของมันจะถูกสร้างขึ้นใหม่จากเนื้อเยื่อเดิม เพิ่มรอยหยักสมอง มันจะกลายเป็นหมาที่ฉลาดและแข็งแรง น่ากลัวที่สุด ฟ้าผ่าเปรี้ยงอีกครั้ง... เปรี้ยง... เปรี๊ยง ไฟกระพริบ แวบๆๆๆๆๆ เครื่องกำลังดำเนินการ ร่างไอ้อ๊อดสั่นผับๆๆๆ กระแสไฟแรงสูงได้ถูกอัดเข้าไปเพื่อกระตุ้นชีพจร ร่างไอ้อ๊อดเด้งขึ้นลงเหมือนเจ้าประทับทรง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แล้วไอ้อ๊อดก็ลืมตาขึ้น สำลักน้ำที่มันดื่มกินไปจนเต็มปอดเมื่อวันก่อน ไอ้อ๊อดเหลือบตามองรอบๆ ข้าง เฮ้ย ที่นี่มันที่ไหน ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ด๊อกเตอร์เดินมาหาเจ้าอ๊อดแล้วพูดว่า เจ้าได้ชีวิตใหม่แล้ว ไอ้อ๊อดสงสัยถามว่า ท่านเป็นใคร แล้วผมมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง แล้วด๊อกเตอร์ก็เล่าให้ฟัง ไอ้อ๊อดย้อนนึกได้ถึงเรื่องเมื่อคืน ว่ามันกระโดดลงมาจะต่อสู้กับหมาใหญ่ที่อยู่ใต้สะพานจากนั้นก็จมน้ำหมดสติ ด๊อกเตอร์ตอบว่า เจ้าช่างโง่อะไรเช่นนี้ นั่นมันเงาในน้ำ เจ้ากระโดดลงมา เจ้ารู้มั้ย สะพานพระราม 8 สูงจากพื้นน้ำเท่าไร เจ้าโชคดีมากที่มาเจอข้า ถ้า กทม. เจอเจ้าก่อน เขาคงพาเจ้าไปฝังทิ้งแล้ว ขอบคุณท่านมากเลยนะครับ เจ้าอ๊อดกล่าวพร้อมก้มลงกราบด๊อกเตอร์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แล้วเจ้าอ๊อดก็ขอลาด๊อกเตอร์เพื่อออกไปตามหาน้องไก่ ที่จากกันไปเมื่อคืน ด๊อกเตอร์ครับ ผมเจอเธอเมื่อไร ผมจะกลับมาหาด๊อกเตอร์ กลับมาตอบแทนพระคุณด๊อกเตอร์ที่ชุบชีวิตผมขึ้นมาอีกครั้ง ไอ้อ๊อดกล่าวโค้งคำนับแล้วออกเดินทาง มันย้อนกลับไปที่สะพานพระราม 8 ระหว่างทางก็มีสายตามองมันแปลกๆ มันไม่รู้เลยกับสภาพร่างกายของมันที่เปลี่ยนแปลงไป มันยังคงตามหาน้องไก่ต่อไป เดินตามหาทั้งวัน ทั้งเหนื่อยเมื่อยล้า มันจึงเดินกลับไปที่พักของมัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อถึงซอย เพื่อนๆ หมาของมัน จำมันไม่ได้ เห่าขับไล่ ห้อมล้อม เตรียมเข้าโจมตี โฮ่งๆๆๆๆๆๆ ...แฮ่...แฮ่... หมาเพื่อนบ้านเห่าคำราม ไอ้อ๊อดตะโกนบอก เฮ้ย พวกมึงจำกูไม่ได้เหรอ นี่กูอ๊อดไง ไอ้อู๊ดเพื่อนสนิทอ๊อดเดินเข้ามาดมตูดไอ้อ๊อด เออ.. ใช่มันจริงๆ ด้วยว่ะ เฮ้ยพวกเรา ไอ้อ๊อดมึงไปทำอะไรมาทำไมหน้าตามึง ถึงได้เป็นแบบนี้ ไอ้อ๊อดตกใจ ถามว่า ทำไมเหรอ... หมาเพื่อนบ้านใกล้ๆ เอากระจกมาให้มันดู ไอ้อ๊อดถึงกับช็อค หมาที่เคยหล่อและดูดีอย่างมัน บัดนี้มันมีหูเป็นกระต่าย ลูกตาเป็นของกวางจมูกเป็นของหมู หางเป็นของลิง ลำตัวเป็นแกะ สารพัดสัตว์รวมอยู่ในตัวเดียวกัน ยกเว้นอวัยวะแห่งชาติชายและก้นยังคงเป็นของเดิม นอกนั้นอะไรก็ไม่รู้ ไอ้อ๊อดปล่อยโฮกลางซอย ทำไมกูถึงได้เป็นอย่างงี้ รู้งี้กูตายเสียดีกว่า....&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ด๊อกเตอร์ นะ ด๊อกเตอร์ จะชุบชีวิตขึ้นมาให้มันดูดีกว่านี้ไม่ได้เหรอ ฮือ ฮือ ฮือ หมาเพื่อนบ้านมาช่วยกันปลอบไอ้อ๊อด ไอ้อู๊อดปลอบว่า เฮ้ย ในเมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว มึงก็ต้องทำใจ สิ่งที่พวกกูพอจะช่วยมึงได้ก็คือทำชุดใหม่ให้มึงใส่ชุดนี้จะเป็นเครื่องปกป้องให้มึงพ้นจากความอับอายในร่างกายของมึงและเรียกความมั่นใจกลับมาอีกครั้ง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อ๊อดซึ้งน้ำใจเพื่อน กลับไปที่พัก ไม่กล้าออกมาพบใครอีก ซึมเศร้าอยู่หลายวัน เพื่อนๆ ต้องคาบเอาอาหารไปให้ กลัวจะอดตาย หลังจากนั้นพอชุดเสร็จ ก็เอาไปให้ไอ้อ๊อดใส่ ชุดนี้ช่างเท่ดีแท้มันเป็นชุดของยอดวิรบุรุษผดุงคุณธรรม ทุกคนร่วมใจกันตั้งว่า ไฮเปอร์ด๊อก ไอ้อ๊อดภาคภูมิใจกับชุดนี้ ใส่วิ่งเริงร่าสนุกสนานในซอย ลืมความทุกข์ใจที่เป็นอยู่ พร้อมที่จะสู้เพื่อมีชีวิตต่อไป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นี่คือจุดกำเนิดของยอดซุปเปอรืฮีโร่ที่เราจะกล่าวในนิทานเรื่องต่อๆ ไป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า...&lt;/p&gt;&lt;p style="font-weight: bold;"&gt;ตายไปก็เท่านั้น อยู่เพื่อฝันกันต่อไป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เฮ้ย ทำไมมันจบง่ายๆ ยังงี้วะ ฮีโร่มันไม่สร้างวีรกรรมหน่อยเหรอ แล้วน้องไก่มันไปไหน ยังไม่รู้เลย เฮ้ย เล่าต่อสิ เล่าต่อสิ หมอเสกเร่งเร้าให้อีศพเล่าต่อ อีศพตอบว่า นี่หมอ ตะวันมันจะขึ้นแล้ว ข้าคงอยู่กะหมอไม่ได้นานหรอก ถ้าพรุ่งนี้มีเวลามาเจอกัน ข้าจะเล่าต่อ และแล้ววันนี้หมอเสกก็แบกหม้อเปล่ากลับบ้านไป....&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1664567325429047342-7504655407353297121?l=mangkashop.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mangkashop.blogspot.com/feeds/7504655407353297121/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mangkashop.blogspot.com/2011/05/4-2.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1664567325429047342/posts/default/7504655407353297121'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1664567325429047342/posts/default/7504655407353297121'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mangkashop.blogspot.com/2011/05/4-2.html' title='นิทานอีศพ ตอนที่ 4 ไอ้อ๊อดกับเงา ภาค 2 โดย แมงกะโปน'/><author><name>แมงกะโปน (Mangkapon)</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16934259360302014730</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/-5r1ppjWhJu0/TdFWPdaJH8I/AAAAAAAAABc/DnRlsdFhx18/s220/AVATAR2.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1664567325429047342.post-8774717810811834263</id><published>2011-05-16T11:07:00.000-07:00</published><updated>2011-05-16T11:12:14.260-07:00</updated><title type='text'>นิทานอีศพ ตอนที่ 3 ไอ้อ๊อดกับเงา ภาค 1 โดย แมงกะโปน</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://a3.sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc6/226303_1640386623995_1666701585_1260889_7270481_n.jpg"&gt;&lt;img style="cursor: pointer; width: 333px; height: 315px;" src="http://a3.sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc6/226303_1640386623995_1666701585_1260889_7270481_n.jpg" alt="" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;หมาตัวหนึ่งชื่อไอ้อ๊อด รู้ข่าวว่าวันเสาร์จะมีรัชดาไนท์พลาซ่า ที่นั่นต้องมีของดีแน่นอนจึงเดินไปเที่ยวชม ระหว่างทางก็ไปเจอเสี่ยคนนึงขับเฟอรารี่มาจอดพร้อมหิ้วไก่หนึ่งตัวกำลังจะเดินไปที่ผับท้ายตลาด ช่วงนั้นเองไก่เกิดพลัดหลงกับเสี่ย จึงเป็นโอกาสของไอ้อ๊อดที่จะได้คาบไก่เอาไปเป็นอาหารอันโอชะสำหรับคืนนี้ ไอ้อ๊อดไม่รอช้า วิ่งไปคาบไก่ก่อนที่เสี่ยจะหันมาเห็น มันวิ่งไปอย่างไม่คิดชีวิต กลัวเฟอรารี่จะตามมาทัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;พูดไปก็เหมือนโกหก มันวิ่งจากรัชดามาถึงสะพานพระราม 8 เหนื่อยแฮกๆๆๆ น้องไก่ถามพี่อ๊อดว่า นี่พี่ชื่อเสียงเรียงนามอะไร เรายังไม่รู้จักกันเลย อยู่ดีๆ พี่ก็คาบหนูวิ่งโกยอ้าวมาอย่างนี้ แล้วคืนนี้หนูจะกลับบ้านยังไง พี่อ๊อดตอบว่า คืนนี้ยังอีกยาวนานนัก เรามาพักกันบนพระราม 8 กินลมชมวิวกันก่อนดีกว่ามั้ย ตัวพี่มีชื่อว่าอ๊อด ถ้าได้กอดใครแล้วคนนั้นจะรู้สึกอบอุ่น น้องไก่ตอบว่า ว้ายตาย ช่างหวานนัก พี่คงกินน้ำอ้อยแทนเพ็ดดีกรีใช่มั้ยคะ ทั้งสองหัวเราะกันครื้นเครง แล้วพี่อ๊อดก็ชวนน้องไก่ชะโงกหัวไปดูวิวที่ใต้สะพาน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ฉับพลันทันใดไอ้อ๊อดทะเล่อทะล่าตกใจ เห่าเสียงดัง โมโหหัวฟัดหัวเหวี่ยง เพราะมันเหลือบไปเห็นหมาตัวที่อยู่ใต้สะพานมีแฟนสวยกว่ามัน และที่สำคัญอวัยวะแห่งความเป็นชายใหญ่กว่ามันตั้งหลายเท่า หยามอะไรมึงหยามได้ แต่เรื่องอย่างนี้มันต้องสู้กันให้ตายไปข้างนึง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ไม่รอช้า ไอ้อ๊อดกระโดดจากสะพานพระราม 8 กระโจนลงไปในน้ำหมายขย้ำหมาตัวที่เห็นในน้ำ ท่ามกลางความมึนงง ตั้งตัวไม่ทันของน้องไก่ ไอ้อ๊อดตกลงไปในน้ำ ดังตุ๋ม หายต๋อม....&lt;/p&gt;&lt;p&gt;...เงียบ... น้องไก่ยืนงง แล้วก็งงต่อไป เพราะไอ้อ๊อดไม่โผล่ขึ้นมาให้เห็นอีกเลย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า...&lt;/p&gt;&lt;p style="font-weight: bold;"&gt;ไม่รู้จักคิดควรประเมินสูงต่ำ จะตกน้ำดังตุ๋ม หายต๋อม ตายแหงแก๋&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตกลงไอ้อ๊อดตายมั้ย หมอเสกถามอีศพ แล้วอีศพก็ลอยขึ้นไปอยู่บนยอดไม้ คราวนี้หมอเสกหมดอารมณ์ที่จะร่ายคาถาต่อ กลับมาอ้อนวอนอีศพให้มาเล่านิทานต่อ เฮ้ย อีศพ มึงกลับมาก่อน กูอยากรู้ว่าเรื่องมันเป็นยังไงต่อ นะ นะ ได้โปรด กูไม่จับมึงแล้ว คืนนี้กูจะนั่งฟังนิทานมึงทั้งคืนแล้ว ว่าแล้วอีศพก็กลับมานั่งใกล้ๆ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หมอเสก หมอเสกวางหม้อ แล้วนั่งฟังอีศพเล่านิทานเรื่องไอ้อ๊อดต่อ...&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1664567325429047342-8774717810811834263?l=mangkashop.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mangkashop.blogspot.com/feeds/8774717810811834263/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mangkashop.blogspot.com/2011/05/3-1.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1664567325429047342/posts/default/8774717810811834263'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1664567325429047342/posts/default/8774717810811834263'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mangkashop.blogspot.com/2011/05/3-1.html' title='นิทานอีศพ ตอนที่ 3 ไอ้อ๊อดกับเงา ภาค 1 โดย แมงกะโปน'/><author><name>แมงกะโปน (Mangkapon)</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16934259360302014730</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/-5r1ppjWhJu0/TdFWPdaJH8I/AAAAAAAAABc/DnRlsdFhx18/s220/AVATAR2.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1664567325429047342.post-4798791456418265201</id><published>2011-05-16T10:34:00.000-07:00</published><updated>2011-05-16T11:01:04.832-07:00</updated><title type='text'>นิทานอีศพ ตอนที่ 2 เรื่อง หมาป่ากับแม่แพะ โดย แมงกะโปน</title><content type='html'>&lt;p&gt;&lt;a href="http://a5.sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc6/222811_1640383263911_1666701585_1260888_7416476_n.jpg"&gt;&lt;img style="cursor: pointer; width: 360px; height: 540px;" src="http://a5.sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc6/222811_1640383263911_1666701585_1260888_7416476_n.jpg" alt="" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;ณ ลำธารน้ำแห่งหนึ่งในป่า แม่แพะสาวกำลังลงเล่นน้ำอย่างสนุกสนานอยู่ตัวเดียว อากาศโล่งๆ เบาสบาย น้ำเย็นๆ เช่นนี้ ทำให้ผ่อนคลายจากความอ่อนล้าได้ดีทีเดียว ที่พุ่มไม้ใกล้ๆ กันนั้นมีหมาป่าตัวนึงกำลังมองแม่แพะอยู่ ไม่ได้หวังจะกินเนื้อแพะ แต่เฝ้ามองเต้านมเต่งๆ ของแม่แพะ อยู่เป็นเวลานาน รู้สึกหื่นกระหายอยากกินนมแพะ เพราะนมแพะอุดมด้วยคุณค่าสารอาหารอย่างครบถ้วนมี DHA AHA โคลีน และอื่นๆอีก ส่วนนมของเมียหมาป่าที่ถ้ำโดนหมาป่าดูดทุกวันจนลูกๆ ผมแห้งหัวโตหมด เมียไม่ยอมให้ดูดนม เลยต้องออกมาหานมของสัตว์อื่นกิน นับเป็นโอกาสอันดีของหมาป่าที่มันจะได้ลิ้มรสอันโอชะของนมแพะที่มีสารอาหารที่จะนำความกระชุ่มกระชวยมาให้แก่มัน&lt;p&gt;ระหว่างนั้นมันก็ใช้ความคิดที่จะหลอกล่อแม่แพะ ให้ยินยอมให้มันดูดนม อะฮ้า...นึกออกแล้ว แล้วมันก็เดินเข้าไปหาแม่แพะ ไปต่อว่าแม่แพะว่า นี่เจ้าแพะสาว เจ้าน่ะมาทำให้น้ำในลำธารของข้าขุ่น เจ้านี่ช่างไม่รู้อะไรควรไม่ควร แม่แพะสาว รู้สึกขุ่นเคืองเป็นอย่างยิ่งที่มีคนมาวุ่นวายกับชีวิตความเป็นส่วนตัวจึงโต้กลับไปว่า ชิชะ เจ้าหมาป่า รัฐบาลสมัยไหนให้สัมปทานเจ้าให้มาถือครองสิทธิ์ในลำธารแห่งนี้ แล้วเจ้ารู้มั้ยที่ที่ข้ายืนอยู่เนี่ยมันปลายน้ำไม่ใช่ต้นน้ำที่เจ้าใช้ดื่มกิน จะทำให้น้ำของเจ้าขุ่นได้อย่างไร โง่หรือเปล่า เจ้าหมาป่าโดนตอกกลับมาดังนั้น จึงหาอุบายใหม่ ถึงแม้วันนี้เจ้าไม่ได้ทำขุ่น เมื่อเดือนก่อนสามีเจ้าก็มาทำให้น้ำข้าขุ่น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แม่แพะขมวดคิ้วตอบว่า นี่เจ้าหมาป่า จะเอายังไงเนี่ย ผัวข้าไปมีเมียใหม่มาหลายเดือนแล้ว แล้วแกรู้เหรอว่าผัวข้าตัวไหน มั่วนี่หว่า เฮ้ย หมาป่า แกต้องการอะไร แกพูดมาตรงๆ เลยดีกว่า มาหาเรื่องกันแบบโง่ๆ แบบนี้ น่ารำคาญว่ะ หมาป่ารู้สึกหัวเสีย เมื่อไม่มีวิธีที่จะใช้อุบายก็เลยหลุดปากพูดไปตรงๆ โธ่เว้ย ทำไมเดี๋ยวนี้แพะฉลาดกันจัง รู้ทันหมด เอาละ เอาละ ข้าบอกก็ได้ ข้าอยากดูดนมเจ้า ข้าอยากกินนมแพะ พอใจหรือยังล่ะ แม่แพะตอบว่า เออ... ก็ถ้าบอกอย่างนี้ซะแต่แรก ข้าก็ให้กินไปนานแล้ว มาเลยรีบมา ดูดเสร็จข้าจะได้ไปอาบน้ำต่อ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หมาป่าทำหน้างง เฮ้ย มีงี้ด้วย โลกมันเปลี่ยนไปจริงๆ ว่ะ หมาป่าเดินเข้าไปดูดนมแม่แพะอย่างเอร็ดอร่อย พออิ่มหนำก็ขอบคุณแม่แพะ แล้วมันก็เดินจากไป แม่แพะก็อาบน้ำต่อ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หลังจากนั้นทุกเช้าประมาณสิบโมง เจ้าหมาป่าก็จะมาดูดนมแพะเป็นกิจวัธประจำวันอย่างอิ่มหนำสำราญใจ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า...&lt;/p&gt;&lt;p style="font-weight: bold;"&gt;มีอะไรพูดมาตรงๆ อย่ามาลีลา อย่ามาอ้อมค้อม เดี๋ยวมึงจะอด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เล่าจบ อีศพก็กระโดดจากหม้อขึ้นไปอยู่บนยอดไม้อีกครั้ง หมอเสกพอรู้สึกตัวก็โมโหตัวเอง โธ่เว้ย เอาอีกแล้ว เสร็จมันอีกจนได้ ว่าแล้วก็บริกรรมคาถาต่อเหงื่อหยดติ๋ง.... สักพักอีศพก็กลับมายืนที่ปากหม้ออีกครั้ง มันถามหมอเสกว่า นี่หมอไม่เบื่อบ้างหรือไงที่จะต้องมาปราบผี วันนึงถ้าหมอตายหมอก็ต้องมาเป็นผีอย่างข้านี่แหละ หมอเคยรู้บ้างไหมว่าก่อนที่คนเราจะตายคนเราคิดยังไง หมอเสกสมาธิเสียอีกครั้ง คิดอะไรวะ อีศพพูดต่อ บางทีไม่ทันคิดอะไรด้วยซ้ำก็ตายแล้ว เฮ้อ...นะ เหมือนกับเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้....&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1664567325429047342-4798791456418265201?l=mangkashop.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mangkashop.blogspot.com/feeds/4798791456418265201/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mangkashop.blogspot.com/2011/05/dha-aha.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1664567325429047342/posts/default/4798791456418265201'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1664567325429047342/posts/default/4798791456418265201'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mangkashop.blogspot.com/2011/05/dha-aha.html' title='นิทานอีศพ ตอนที่ 2 เรื่อง หมาป่ากับแม่แพะ โดย แมงกะโปน'/><author><name>แมงกะโปน (Mangkapon)</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16934259360302014730</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/-5r1ppjWhJu0/TdFWPdaJH8I/AAAAAAAAABc/DnRlsdFhx18/s220/AVATAR2.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1664567325429047342.post-7562751662417600290</id><published>2011-05-16T10:20:00.000-07:00</published><updated>2011-05-16T13:41:29.076-07:00</updated><title type='text'>นิทานอีศพ ตอนที่ 1 ราชสีห์กับหมู โดย แมงกะโปน</title><content type='html'>ผมแต่งเอง เอามาลงให้ดูอีกครั้ง หลังจากที่เคยลงในเวบกาโม่ และพันธุ์ิทิพย์&lt;p&gt;คงเคยฟังนิทานอีสปกันมาบ้างแล้ว แต่นั่นมันเป็นนิทานของกรีก วันนี้เราจะพาคุณไปรู้จักนิทานอีศพแบบไทยๆ กันบ้าง ว่าเป็นยังไง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีศพ เป็นชื่อของผีสาวตนหนึ่งเที่ยวหลอกหลอนชาวบ้านในดอนหอยเม่นไม่เว้นแต่ละวัน จนชาวบ้านทนไม่ไหวลงขันกันพาหมอผีมาปราบแต่ก็ต้องพ่ายแพ้แก่มัน เพราะอีศพจะเล่านิทานจนหมอผีเผลอหลับ แล้วมันก็หนีลับไป ไม่มีใครจับมันได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จนวันหนึ่งชาวบ้านได้หมอมือดีมีอาคมแก่กล้านามหมอเสกเพื่อมากำจัดอีศพ หมอเสกทำพิธีจับอีศพลงหม้อ ไล่ล่ากันทั้งคืน พอเข้าไปใกล้ก็จะถูกอีศพพูดหลอกล่อให้ฟังนิทาน แต่หมอเสกก็ไม่หลงกลมันร่ายคาถามหาเวทย์ไปตลอดโดยมิสนใจว่าอีศพจะเล่าเรื่องอะไรออกมา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีศพเดินเซเข้ามายืนบนปากหม้อ ร้องขอให้หมอเสกฟังนิทาน อีศพบอกว่า ดูเถิดท่านหมอผู้อารีย์ ข้ามีนิทานมาบอกเล่า เป็นเรื่องราวของราชสีห์กับหมู หมอเสกสะดุ้งเพราะสะดุดหู เฮ้ย มันมีแต่ราชสีห์กับหนูไม่ใช่เหรอวะ อีศพตอบว่า ราชสีห์กับหนูดูไม่คู่ควรเพราะสัดส่วนต่างกันนัก ลองมาฟังราชสีห์กับหมูแล้วจะรู้ว่าเหมาะสมกว่าเป็นไหนๆ หมอเสกครุ่นคิดฟังซักนิดคงไม่เป็นไร เอาเลยเอ็งเล่ามา.... ว่าแล้วอีศพก็นั่งยองๆ บนปากหม้อแล้วเล่านิทานให้หมอฟัง&lt;/p&gt;&lt;p style="font-weight: bold;"&gt;ราชสีห์กับหมู&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;a href="http://a6.sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc6/229021_1640381663871_1666701585_1260887_8000050_n.jpg"&gt;&lt;img style="cursor: pointer; width: 350px; height: 275px;" src="http://a6.sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc6/229021_1640381663871_1666701585_1260887_8000050_n.jpg" alt="" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในป่าอันกว้างใหญ่ มีราชสีห์ตัวหนึ่งกำลังหลับอย่างมีความสุข ลมพัดพริ้วอ่อนไหวแสนเย็นสบายใจ กำลังฝันเพลินๆ อยู่ดีๆ ก็มีหมูตัวหนึ่งวิ่งเข้ามาที่ก้นของราชสีห์พยายามดมฟีดๆๆๆๆ หาอะไรบางอย่าง แล้วมันก็ทำหน้าดีใจว่าพบแล้ว เข้าขย้ำกัดกินอย่างดุเดือด ฝ่ายราชสีห์ที่กำลังหลับก็ตกใจตื่นพร้อมกับร้องเสียงหลงด้วยความเจ็บปวด...โอ้ยยยยย..... เจ้าหมูตกใจ ถอยไปตั้งหลักหลังต้นไม้ ในปากยังเคี้ยวอาหารที่มันเพิ่งกัดกินไปเมื่อครู่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ราชสีห์ขู่เขี้ยวคำรามใส่ถามเอ็งเป็นใครถึงได้มาทำร้ายข้า เอ็งอย่าอยู่เลย... ราชสีห์กระโดดเข้าใส่เจ้าหมู จนเจ้าหมูหงายท้อง เจ้าหมูเหลือบไปเห็นเลือดที่หว่างขาราชสีห์ จึงร้องถาม ท่านราชสีห์โลหิตท่านกำลังไหล ท่านอย่าเพิ่งทำอะไรข้าเลย ห้ามเลือดท่านก่อนดีกว่า ราชสีห์คำรามแล้วตอบว่า เอ็งรู้มั้ย ที่มึงกินเข้าไปนี่มันอะไร เจ้าหมูจอมตะกละตอบว่า ข้าน้อยไม่ทราบได้ เพราะข้าน้อยวิ่งไล่ตามหยวก หยวกมันกลิ้งมาทางนี้ ข้าเห็นท่านกำลังนอนทำหยวกด้วยความหิว ข้าจึงกัดกินหยวกนั้นเข้าไป ราชสีห์คำรามก้อง มันไม่ใช่หยวก แต่มันเป็นไข่กู มึงกัดไข่กูไปข้างนึง มึงรู้มั้ย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เจ้าหมูตกใจสุดขีด ผงกหัวร้องขอชีวิต ข้าน้อยมิทราบ ข้าน้อยไม่รู้ ข้าน้อยไม่ได้ตั้งใจโปรดให้อภัยข้าน้อยด้วย ข้าน้อยผิดไปแล้ว อย่าเอาชีวิตข้าไปเลย ราชสีห์ตอบว่าไข่กูทั้งใบเนี่ยนะ มึงกินเข้าไปจะให้กูอภัยมึง กูจะฆ่ามึงเดี๋ยวนี้แหละ เจ้าหมูน้ำตาไหลพราก อย่าเลยท่าน ข้าน้อยไม่ทันร่ำลาบุตรภรรยาข้า หากวันนี้ท่านไว้ชีวิตข้า วันหน้าข้าจะกลับมาทดแทนคุณ ไข่ท่านที่สูญเสียไป แม้ข้าหามาชดใช้ให้ไม่ได้ แต่ไข่ท่านยังเหลืออีกหนึ่งใบ ข้าจะคอยดูแลไม่ให้ใครมาทำร้ายไข่ท่านอีก ราชสีห์เริ่มอารมณ์เย็นได้สติ ที่เอ็งพูดมันก็มีเหตุผล แต่ราชสีห์เช่นข้าคงไม่ต้องการความช่วยเหลืออะไรจากหมูเหม็นๆ อย่างเอ็งมาช่วย เอาละ ข้าถือว่าเอ็งไม่ได้ตั้งใจ จะไว้ชีวิตเจ้าสักครั้ง แต่เจ้าต้องจำไว้อย่ามาให้ข้าเห็นหน้าอีก และบอกสมัครพรรคพวกของเอ็งที่เป็นหมูอย่ามาหาหยวกแถวนี้อีก เพราะถ้าข้าเห็นโผล่มาแม้แต่ตัวเดียวข้าจะกัดกินพวกเจ้าไม่ให้เหลือแม้แต่ไข่ใบเดียว เข้าใจมั้ย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เจ้าหมูจอมตะกละ ก้มลงกราบเท้าราชสีห์ แล้วกำลังจะเดินจากไป แต่ราชสีห์เรียก เฮ้ย เดี๋ยวก่อน เอ็งลืมอะไรหรือเปล่า เลือดข้าไหลอยู่อย่างงี้ เอ็งจะไม่รับผิดชอบ หนีไปเฉยๆ เลยเหรอ เจ้าหมูรีบเอาลิ้นเข้าไปเลียไข่ทำแผลให้ราชสีห์ ในหมู่สรรพสัตว์ น้ำลายจะเป็นยารักษาแผลอย่างดี เจ้าหมูเลียจนราชสีห์เกร็งไปทั้งตัว จนในที่สุดความเกร็งก็ทำให้เลือดหยุด เจ้าหมูก็ก้มลมกราบราชสีห์อีกครั้ง แล้วก็เดินเข้าป่าจนลับตาไป จากนั้นราชสีห์ก็นอนหลับต่อ.............&lt;/p&gt;&lt;p&gt;วันหนึ่งราชสีห์เดินเข้าไปหาอาหารในป่า เดินพลาดเข้าไปสะดุดบ่วงที่นายพรานทำไว้ ทำให้เชือกที่ร้อยเป็นแหห่อร่างราชสีห์ดึงขึ้นไปบนยอดไม้ ราชสีห์ร้องเสียงดังกึกก้องไปทั้งป่า พยายามดิ้นรนสุดชีวิต แต่ก็ไม่มีทางหลุดพ้นจากกับดักของนายพรานไปได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ระหว่างนั้นเจ้าหมูจอมตะกละก็ได้ยินเสียงราชสีห์ดังมาแต่ไกล ฟังดูเหมือนกำลังได้รับอันตราย เจ้าหมูจึงเรียกพี่น้องมันอีกสองตัว รวมเป็นเจ้าหมูสามตัว วิ่งเข้าไปช่วยเหลือราชสีห์ เจ้าหมูทั้งสามช่วยกันเอาจมูกดุน ปากกัด สารพัดวิธีที่จะทำลายเชือกที่รัดตัวราชสีห์ ทั้งกัดทั้งดุนทั้งดันทั้งกัดพัลวัน จนราชสีห์จักกะจี้ไปทั้งตัว สุดท้ายราชสีห์ก็ตกตุ๊บหลุดมาจากบ่วงแหนั้นได้ เจ้าหมูทั้งสามทั้งดุนและดันกันจนเลือดกลบปาก ราชสีห์เห็นเข้ารู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจ แต่ในทันใดนั้นก็พลันเหลือบไปเห็นหมูอีกตัวนึงกำลังเคี้ยวอะไรอยู่อย่างเพลิดเพลินใจ จึงฉุกคิด ก้มลงไปดูที่หว่างขาตัวเอง ถึงกับสะดุ้งสุดตัว เพราะพบกับเลือดสดๆ แดงฉาน ไหลหยดติ๋ง และอวัยวะสำคัญได้หลุดหายไปทั้งพวง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ราชสีห์ทั้งร้องทั้งคำรามด้วยความเจ็บปวด.... ไอ้หมูบ้ามึงจองล้างจองผลาญกูไม่สิ้น มึงเล่นกินกูไปทั้งพวงเลย คราวนี้กูไม่เก็บพวกมึงไว้แน่ ว่าแล้วราชสีห์ก็เข้าขย้ำกัดกินเจ้าหมูทั้งสามตัวอย่างบ้าคลั่ง เลือดสาดเซ็นกระจายไปทั่ว ด้วยความแค้น เจ้าหมูทั้งสามตายเรียบ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ...&lt;/p&gt;&lt;p style="font-weight: bold;"&gt;นิดหน่อยกูไม่หวง แต่ทั้งพวงกูไม่ยอม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;พอเล่านิทานจบ ในระหว่างที่หมอเสกกำลังเพลิดเพลินกับการฟังนิทาน อีศพมันก็กระโดดตัวลอยขึ้นไปอยู่บนยอดไม้ โบกมือบ๊ายบายหมอผี หมอเสกพอได้สติก็นั่งบริกรรมคาถาต่อ ทำให้อีศพร่วงมายืนที่ปากหม้ออีกครั้ง อีศพพยายามพูดหลอกล่อให้หมอเสกฟังนิทาน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่หมอเสกตอบว่า กูไม่หลงกลมึงแล้ว ไม่ต้องมาหลอกกู อีศพตอบว่า ท่านรู้มั้ย เหตุใดนมแพะจึงดีสำหรับทารก หมอเสกตอบ แน่ะๆๆๆ กูไม่ติดกับมึงหรอกอีศพ กูไม่ฟังแล้วนิทานของมึง อีศพตอบว่า ถ้าท่านได้ลิ้มลองนมแพะแล้วท่านจะติดใจ ไม่อยากรู้หรอกหรือว่านมแพะดียังไง หมอเสกเผลอ เออ มันดียังไงวะ อีศพตอบว่า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;มามะ ข้าจะเล่าให้ฟัง นิทานเรื่องต่อไป....&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;photo 1=""&gt;&lt;/photo&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1664567325429047342-7562751662417600290?l=mangkashop.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mangkashop.blogspot.com/feeds/7562751662417600290/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mangkashop.blogspot.com/2011/05/1.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1664567325429047342/posts/default/7562751662417600290'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1664567325429047342/posts/default/7562751662417600290'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mangkashop.blogspot.com/2011/05/1.html' title='นิทานอีศพ ตอนที่ 1 ราชสีห์กับหมู โดย แมงกะโปน'/><author><name>แมงกะโปน (Mangkapon)</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16934259360302014730</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/-5r1ppjWhJu0/TdFWPdaJH8I/AAAAAAAAABc/DnRlsdFhx18/s220/AVATAR2.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1664567325429047342.post-2168009822594117559</id><published>2011-05-16T10:17:00.000-07:00</published><updated>2011-05-16T13:38:03.069-07:00</updated><title type='text'>ชุดสัตว์ประหลาดที่มีและเสื่อมสลายไป บันทึกเมื่อปี พ.ศ. 2551</title><content type='html'>&lt;img style="width: 545px; height: 304px;" src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/mangkapon/monztermix.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชุดสัตว์ประหลาดที่ผมสร้างมามีหลายสิบตัว แต่เนื่องด้วยบางตัวก็พังไปบ้าง ให้เขายืมไปแล้วเขาพอใจแล้วก็ยึดไว้เป็นของส่วนตัวบ้าง เอาไปรับเอฟเฟคเผาเจ๊งไปบ้าง ก็เนื่องมาจากการที่เราไว้ใจคน อยากมีผลงาน เป็นห่วงคนอื่นมากกว่าตัวเอง ผลที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนได้เป็นอย่างดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่คือชุดบางส่วนที่เป็นของผมเอง ยังมีบางตัวที่ยังทำหัวไม่เสร็จ ตัวไม่เสร็จ เลยไม่ได้เอามาลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. นีโอ แมงกะโปน เป็นตัวใหม่ที่ทำขึ้นล่าสุด เพราะคุณอ๊อด กาวินแมน ไม่อยากให้ทิ้งประวัติศาสตร์นี้ไป เลยทำขึ้นมาใหม่ทั้งตัว ยังใช้เทคนิคยางพาราเดิมๆ แต่เพิ่มเรื่องรายละเอียดลงไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/mangkapon/newmang2008.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. คลาสสิค แมงกะโปน เป็นแมงกะโปนตัวเดิมที่ใช้มากว่าสามปี ปัจจุบันเหลือแค่หัวเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/mangkapon/mangponclassic.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. เอเลียล่า สัตว์ประหลาดที่จะเอามาสร้างเป็นหนัง อุตส่าห์ซื้อกล้องไฮเดฟ ลงทุนซื้อพร๊อพไปร่วมแสน แต่ไม่ได้ทำ เพราะแสนเดียวยังไงก็ไม่พอโปรดักชั่น ก็เจ๊งไปตามระเบียบ เหลือแต่ชุดไว้ดูเล่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/mangkapon/Aliala.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. งูจ๋า ความตั้งใจดั้งเดิมของสัตว์ประหลาดตัวนี้ คือ ทางคุณต้อม ซีดีมีเดีย คนที่ทำมาร์คฟิวเจอร์ ช่วงนั้นแกโปรเจคเยอะ ผมก็บ้าพลัง วันหนึ่งแกโทรมาบอกจะเอางูอนาคอนด้า ขอพรุ่งนี้เช้า ผมเร่งงานไม่ได้หลับได้นอนทำงูมา เสร็จแล้วแกก็เงียบ อีกสัปดาห์นึงผ่านไป แกก็โทรมาบอกว่ามาที่บริษัท อยากได้ตัวพรายน้ำ ก็เข้าไปคุยกัน วาดรูปให้ดู ทำจนเสร็จ แกก็เงียบ ไม่เอา ผมเลยจับงูมาผ่ากลางตัว ทำเป็นมือซ้ายขวา หัวพรายน้ำเพิ่มลิ้นสองแฉก ช่วงที่บ้าพลัง ชุดพวกนี้ผมใช้เวลาทำสองสามวันเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/mangkapon/Nguja.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. ฟองมะหนวด ช่วงที่คุณชูวิทย์กำลังดังผมเห็นหน้าแกบ่อยมากทางโทรทัศน์ เลยได้แรงบันดาลใจมาทำมังกรพ่นฟองสบู่ เพราะแกเป็นเจ้าพ่ออ่าง หัวมังกรตัวนี้ทำที่บ้านเก่า ในห้องน้ำ ใช้ชักโครกเป็นตัวขึ้นรูปส่วนหัว คนที่เคยใส่ไปแล้วก็ไม่ต้องคิดมากนะครับ พอดีดูแล้วหาฐานวางที่พอดีไม่ได้ ตัวนี้ทำอยู่ประมาณเดือนนึง เพราะมีปัญหาเรื่องคอ มันโยกเยกมาก ตอนนี้ก็ยังมีปัญหาอยู่ แต่น้อยลงกว่าเมื่อก่อน ตอนแรกพ่นฟองได้ เด็กๆ ชอบกันมาก แต่พอไปออกกองถ่ายทำทรีเซอร์กาวินแมน โดนฝันเอฟเฟค แล้วทีมงานค่อนข้างฮาร์ดคอร์มาก จับสายไฟกระชากทิ้ง เขวี้ยงถ่านลงพื้นไปต่อหน้าต่อตา เห็นแล้วอยากร้องไห้ แต่ทุกวันนี้ก็ซ่อมชุดนี้จนอยู่มาได้ถึงสี่ปี ฟองที่เคยพ่นได้ ต้องรื้อออกหมด เพราะผลที่ไปออกกองในครั้งนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/mangkapon/FONG.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6. หวัดนก ชื่อนี้คุณอ๊อดเป็นคนตั้งให้ เพราะช่วงนั้นหวัดนกระบาดมาก ผมทำไปก็ทำส่งเดชน่ะ อย่าคิดมากว่าผมมีคอนเซ็ปพิเศษอะไร แค่ทำให้ทันถ่ายทำทรีเซอร์กาวินแมน ชุดนี้ใช้เวลาทำสองวัน เช้ามืดก่อนวันถ่ายทำ คุณอ๊อดกะแฟนต้องมานั่งช่วยกันเอาไดร์เป่าผมเป่ายางให้แห้ง ในขณะที่ผมไปอาบน้ำ แล้วยางที่หัวก็ยังไม่แห้ง สุดท้ายตอนถ่ายจริงก็ไม่ได้ใช้ และมีมีงบประมาณสำหรับตัวนี้ ผมเป็นคนชอบทำไรล่วงหน้าโดยไม่ต้องรอคำสั่งน่ะ ทางซีดีมีเดีย เคยยืมไปสองสามวัน กลับมาก็อยู่ในสภาพดี แต่มาพลาดท่าเสียทีกับยอดผู้กำกับคิวบู๊ที่ผมศรัทธา แกบอกว่าจะขอยืมไปสักสัปดาห์หนึ่ง ผ่านไปร่วมปี ทวงแล้วทวงอีก กลับมาในสภาพที่พังยับเยิน เพราะเขาไม่เคยรักษาชุดของเราเลย ปัจจุบันปิศาจหวัดนก จึงเหลือแค่ภาพถ่ายเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/mangkapon/Wudnok.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ึ7. ตัวนี้ไม่ได้ตั้งชื่อ จริงๆ แล้วหัวเป็นตุ่นตั้งใจทำไว้สำหรับมาร์คฟิวเจอร์ให้เป็นผู้ช่วย ได้แรงบันดาลใจมาจากตัวตุ่นในไรเดอร์อเมซอน ก็ที่พูดคุยกะคุณต้อมแกอยากได้สัตว์ประหลาดเป็นผู้ช่วยสักตัว ตอนมาร์คฟิวเจอร์ผมทุ่มเททำสัตว์ประหลาดเก็บไว้มาก ไม่ได้ใช้หลายตัว บางตัวเป็นโครงก็ต้องทิ้งทั้งหมดตอนย้ายบ้าน ทำเก็บไว้แต่สุดท้ายเขาก็เปลี่ยนคนทำ เพราะเขาคิดว่าผมคิดราคาเขาแพง แต่จริงๆ แล้วผมคิดว่า เขาหาคุ้มกว่านี้คงไม่มีอีกแล้ว เพราะบางตัวเขาก็หยิบยืมได้ วันที่ตกลงโปรเจค ผมขึ้นโครงทีเดียวห้าตัว ทำล่วงหน้า ไม่ได้คิดถึงกำไรขาดทุน ตอนนั้นไฟมันแรง หัวตุ่นนี่ก็คือส่วนหนึ่งที่ทำเตรียมไว้ แต่ไม่ได้ใช้ ต่อมาวันนึงยอดผู้กำกับที่ผมนับถือมีความคิดที่จะสร้างหนังฮีโร่ ได้วาดวิมานในอากาศให้ผมฝัน ในขณะที่ลูกน้องแกคอยเตือนผมด้วยความเป็นห่วงว่าอย่าไปลงทุนมาก ถ้ารู้เบื้องหลังแกว่าเป็นคนยังไง แล้วจะเสียใจ ผมก็กลับมาคิด เลยทำชุดแบบประหยัดสุด ใช้หัวตุ่นตัวเดิม กับชุดผ้าลายงู ค่าตัดพร้อมผ้าก็พันกว่าบาท ใช้รองเท้าบูทยางถุงมือยางมาพ่นเป็นลาย เป็นสัตว์ประหลาดที่ใช้งบน้อยมาก แต่ก็อยากเก็บไว้ใช้งานอื่นเหมือนกัน ให้เขาเอาไปถ่ายหนังด้วยความที่ว่า ห้าสิบ ห้าสิบ เตรียมใจไว้ล่วงหน้าว่าจะไม่ได้คืน แล้วก็จริงๆ อย่างที่ลูกน้องแกว่า ไม่ได้คืนจริงๆ วันที่ไปเจอแก แกบอกผมว่า แกเผาชุดนี้ทิ้งไปแล้ว ล่าสุดลูกน้องแกรายงานว่า ยังเก็บไว้ที่ห้องเช่าที่แกเก็บเอฟเฟค ผมไม่คิดไปตามคืน เพราะถือว่าได้ทำใจล่วงหน้าไปแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/mangkapon/Ngutun.jpg" /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1664567325429047342-2168009822594117559?l=mangkashop.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mangkashop.blogspot.com/feeds/2168009822594117559/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mangkashop.blogspot.com/2011/05/2551_8264.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1664567325429047342/posts/default/2168009822594117559'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1664567325429047342/posts/default/2168009822594117559'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mangkashop.blogspot.com/2011/05/2551_8264.html' title='ชุดสัตว์ประหลาดที่มีและเสื่อมสลายไป บันทึกเมื่อปี พ.ศ. 2551'/><author><name>แมงกะโปน (Mangkapon)</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16934259360302014730</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/-5r1ppjWhJu0/TdFWPdaJH8I/AAAAAAAAABc/DnRlsdFhx18/s220/AVATAR2.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/mangkapon/th_monztermix.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1664567325429047342.post-399918585369786588</id><published>2011-05-16T10:13:00.000-07:00</published><updated>2011-05-16T10:14:44.882-07:00</updated><title type='text'>ที่มาของแมงกะโปน บันทึกเมื่อ ปี พ.ศ. 2551</title><content type='html'>&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/mangkapon/Manglogo.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงที่ผมไม่มีไรทำ ก็เปิดดูรายการโทรทัศน์ไปเรื่อยๆ ไปเจอรายการหนึ่งชื่อ ก๊องโชว์ ผมไปสะดุดตากับตัวประหลาดตัวนึง เขาเรียกตัวเองว่า กาวินแมน ออกมาแสดงอะไรบ้าๆ บอๆ คนเดียว กับโต๊ะที่วางอุปกรณ์ของเขา เขาแหกปากตะโกน กาวินพันซ์ กาวินคัทเตอร์ กาิวินคิก ซ้ำไปซ้ำมา จนคณะกรรมการคนนึง คือ คุณเกริก ชิลเลอร์ ทนไม่ได้ ออกมาเคาะไล่ออกไป บอกว่า เล่นอย่างนี้ไปเล่นในซอยบ้านมึงไป๊... ผมรู้สึกสงสารเขานะ ผมเข้าใจในความตั้งใจของเขา แต่การแสดงมันยากเกินกว่าที่คนอื่นจะรับได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลจากรายการวันนั้นทำให้ผมกลับไปเปิดลังหนังสือการ์ตูนเก่าสมัยเด็ก ที่ผมลืมไปนานแล้ว เพราะหน้าที่การงาน ความรับผิดชอบต่างๆ ทำให้เราลืมความฝันในวัยเยาว์ สมัยก่อนผมก็เป็นแฟนหนังสือ ทีวีไลน์ การ์ตูนทีวี เมจิคทีวี แต่มันหายไปซะส่วนมาก เหลืออยู่ไม่ถึงสิบเล่ม ภาพความหลังต่างๆ มันก็สะท้อนขึ้นมาวูบวาบเต็มไปหมด ผมชักรู้สึกอยากรู้จักหมอนั่น คนที่เรียกตัวเองว่า กาวินแมน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมโทรไปบริษัทเอกแซกต้นสังกัดรายการก๊องโชว์ เพื่อขอเบอร์ติดต่อคุณอ๊อด กาวินแมน เขาก็โอนกันไปโอนกันมา ได้เบอร์มือถือคุณแฟรงค์มาก็บอกจะติดต่อกลับ โทรไปอีกก็ปิดทิ้งบ้าง ไม่รับบ้าง จนผมรู้สึกว่าเกรงใจเขา ผมคงไปทำให้เขาเดือดร้อน เลยเลิกคิดที่จะติดตามหานายกาวินแมน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้ววันนึงผมก็มานั่งเล่นเน็ท ค้นไป ค้นมา ก็มาเจอเวบไทยโทขุ http://www.thai-toku.com ผมไล่อ่านไปเรื่อยๆ จนมาเจอเรื่องของกาวิน ผมก็ติดต่อคนที่พูดถึงเรื่องนี้ไปหลายคนทางอีเมล์ ลิงค์กันไปลิงค์กันมา จนได้เบอร์โทรศัพท์มาเบอร์หนึ่ง เข้าใจว่าเป็นโทรศัพท์แฟนเก่าเขา ผมโทรไป เขาก็ให้เบอร์ใหม่มา ได้คุยกะแฟนใหม่ในตอนนั้น เขาบอกว่า พี่อ๊อดไปข้างนอก กลับมาจะให้โทรกลับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วคุณอ๊อด กาวินแมนก็โทรกลับมา นัดผมไปคุยที่ซีคอน ผมไปตามนัด ไปเจอตัวจริง ผมรู้สึกดีใจมาก ที่มาเจอคนที่อุดมการณ์คล้ายกัน ผมพูดถึงฮีโร่ที่ผมชื่นชอบ เขาก็มีงานมาโชว์ เขาบอกถ้าผมทำอะไรเกี่ยวกับกาวินแมน เอาไปทำเลย เขาอยากให้คนทำกันเยอะๆ เขาอยากให้เมืองไทยมีฮีโร่เป็นของตัวเอง เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป ผมบอกเขาว่าผมอยากลองเอากาวินแมนมาทำอนิเมชั่นดู เขาบอกเอาเลย เราแลกเปลี่ยนเบอร์ติดต่อกัน แล้ววันนั้นก็แยกกันไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สองสามวันต่อมา คุณอ๊อด กาวินแมน โทรมาหาผมบอกว่า อยากให้ผมมาร่วมสร้างโปรเจคที่ยิ่งใหญ่ ผมสงสัย โปรเจคอะไร เขาบอกว่า ตั้งแต่ทำมา เขายังไม่มีสัตว์ประหลาด เขาอยากได้สัตว์ประหลาด เขาคิดว่าผมทำได้ เมื่อเขามั่นใจอย่างนั้น ผมก็ลองทำดู เขาโทรมาวันเสาร์ เขาบอกว่าจะมีงานที่ต้องออกวันจันทร์ เพราะอาร์เอสเชิญเขาไปงานเปิดตัว The Park สวนสนุกผี&lt;br /&gt;ถ้าอยากร่วมสนุก ก็ไปกัน คุยกันเป็นเรื่องราว ผมก็พลอยบ้าไปกะเขาด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เย็นวันเสาร์ผมไปจตุจักรซื้อชุดหมี ซื้อยางพารามาจากศึกษาภัณฑ์ ลาดพร้าว สองสามขวด สำลี หมวกกันน็อค จำไม่ได้ว่าหมดเงินไปเท่าไร แต่ไม่มากนัก ลูกตาก็ลูกปิงปองผ่าซีก สีก็เท่าที่หาได้แถวนั้น สีพลาสติกบ้าง โปสเตอร์บ้าง ยำๆ กันไป เอาลวดขึ้นรูปที่หมวกเป็นหู ขยำกระดาษเป็นโครงใน หุ้มสำลี ทากาวลาเทก แล้วซัดโปะยางพาราทับ สนุกไปเรื่อยๆ คืนวันเสาร์ไม่ได้นอน ต่อวันอาทิตย์ แล้วก็เสร็จในคืนวันอาทิตย์ปล่อยตากพัดลมไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันจันทร์คุณอ๊อด กาวินแมน โทรมาแต่เช้า บอกว่าเรามีแผนที่จะไปเพิ่มอีกที่คือ ไปเยี่ยมคุณบิ๊ก ดีทูบี ขอเท้าความนิด คือก่อนหน้านี้ คุณอ๊อดแกเคยทำงานกับเฮียไฮ้สไปเดอร์แมนส่งแกส คงพอนึกออก แล้วพวกเขาเคยไปเยี่ยมบิ๊กดูทีบีกัน ครั้งนี้เป็นวันเกิดบิ๊กดีทูบี เราตั้งใจเข้าไปแสดงโชว์ที่ห้องคุณบิ๊กเลย พวกเราแต่งตัวกันบนรถเพื่อนคุณอ๊อด ที่อาสามาพาตระเวณ เราแต่งตัวในที่จอดรถ แล้วเข้าไปใน รพ.วิชัยยุทธ พอขึ้นลิฟท์เปิดประตูไป นักข่าวถ่ายภาพกันพรึ่บผับๆๆๆ ตาลายแฟรช พอจะเดินเข้าไปหน้าห้อง ทางทีมงานอาร์เอส ให้แค่มอบการ์ด มอบดอกไม้หน้าห้องเท่านั้น คุณอ๊อดแกเลยผิดหวังไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เย็นวันจันทร์ แกก็พาผมในชุดสัตว์ประหลาดไปงานเปิดตัวหนังสวนสนุกผี แกคุยว่าแกรู้จักคนข้างใน พูดราวกับว่าคนระดับบริหารเชิญเขาไปร่วม แต่จากการที่ไปในวันนั้น ไม่มีใครสนใจซักคน เราเดินกันไป เขาก็มองแปลกๆ จะไล่ดี ไม่ไล่ดี ไม่แน่ใจ ซุบซิบกันว่าไอ้พวกนี้มาจากไหน เสร็จแล้วคุณอ๊อดในชุดกาวินแมน ก็เดินไปมอบดอกไม้ แล้วก็ใส่ชุดลงมาเดินเล่นข้างล่าง&lt;br /&gt;ผมถามคุณอ๊อดว่า ใครเชิญคุณน่ะ คุณอ๊อดเฉลยว่า ไม่มีใครหรอก มีคนเขาบอกกันต่อๆ มา เลยเข้ามาเล่นๆ หาคนที่ชอบฮีโร่เหมือนๆ กัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนั้นก็เลยเป็นต้นกำเนิดของสัตว์ประหลาดที่ยังไม่มีชื่อตัวนึง มาเริ่มตั้งชื่อเอาก็ตอนที่คุณอ๊อดแกไปติดต่อรายการอยากได้จัดให้ ช่องสาม แล้วทีมงานถามว่า สัตว์ประหลาดชื่ออะไร เลยตั้งส่งเดชไปว่า แมงกะโปน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/mangkapon/Revolution.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่าถามที่มาของชื่อเลย พูดไปก็เหมือนมั่ว คงเป็นเพราะตาที่มาจากลูกปิงปอง ตาเลยโปน ก็เป็นตัวอะไรโปนๆ ประมาณเนี้ยครับ ตอนรายการอยากได้จัดให้ ก็เปลี่ยนสีดำที่หัวและลำตัวมือเท้าไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากนั้นตอนไปออกรายการเอ๊กเจนคลับ ก็กลายเป็นสีดำล้วน แต่ยังไม่มีหาง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อมาก็มีหาง กลายเป็นแมงกะโปนคลาสสิคที่ใช้งานมาอย่างโชกโชนถึงสามปีกว่า ผ่านการบุกตลุยทั้งถ่ายหนัง ออกรายการ คอสเพล์ เดินเล่นตามถนน เข้าไปในกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วง ลองมาแล้ว ทุกอย่างตามที่เคยเขียนไว้ในบันทึกแมงกะโปน ในเวบเก่า แต่ต้องลบทิ้ง เพราะประวัติพวกนั้นมันยาวมาก และหลายคนก็คงอ่านกันเบื่อแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนชุดแมงกะโปนพัง ก็คิดว่าจะเลิกทำ แต่ก็ยังมีคนติดต่อโน่นนี่มาประปราย ก็ค่อยๆ ทะยอยหยุด เพราะงานที่ผมทำอยู่นี่ มันไม่ใช่งานที่จะมีรายรับเหมือนคนทั่วๆ ส่วนใหญ่มันจะเป็นงานฟรี ซึ่งไม่มีใครในครอบครัวผมที่เขาสนับสนุนตรงนี้ หากเราจะดันทุรังเพราะใจรัก ก็คงไปไม่รอด เลยต้องลดจากงานหลักมาเป็นงานอดิเรกไปในที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และแล้วพัฒนาการล่าสุดของชุดแมงกะโปนก็เสร็จ แบบช้ามากๆๆ ไม่น่าเชื่อว่าตัวแรกทำแค่สองวัน แต่ตัวล่าสุดนี่ใช้เวลาอยู่หลายเดือน เพราะขี้เกียจมากๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/mangkapon/newmang2008.jpg" /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1664567325429047342-399918585369786588?l=mangkashop.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mangkashop.blogspot.com/feeds/399918585369786588/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mangkashop.blogspot.com/2011/05/2551_16.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1664567325429047342/posts/default/399918585369786588'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1664567325429047342/posts/default/399918585369786588'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mangkashop.blogspot.com/2011/05/2551_16.html' title='ที่มาของแมงกะโปน บันทึกเมื่อ ปี พ.ศ. 2551'/><author><name>แมงกะโปน (Mangkapon)</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16934259360302014730</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/-5r1ppjWhJu0/TdFWPdaJH8I/AAAAAAAAABc/DnRlsdFhx18/s220/AVATAR2.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/mangkapon/th_Manglogo.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1664567325429047342.post-9073954649854510019</id><published>2011-05-16T09:36:00.001-07:00</published><updated>2011-05-16T09:39:42.516-07:00</updated><title type='text'>บทสัมภาษณ์คุณสมโพธิ แสงเดือนฉาย ปี พ.ศ. 2550</title><content type='html'>บทสัมภาษณ์พิเศษคุณสมโพธิ แสงเดือนฉาย&lt;br /&gt;ผู้บุกเบิกหนังแนวสเปเชียลเอฟเฟคในเมืองไทย&lt;br /&gt;เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ที่สำนักงานทนายความไชโย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดย... แมงกะโปน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="width: 549px; height: 706px;" src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/som19.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากผู้ถอดบันทึกการสัมภาษณ์  บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อเผยแพร่ความคิดประสบการณ์สู่คนรุ่นใหม่ที่มีความสนใจในหนังแนวสเปเชียลเอฟเฟค ไม่ขอให้ใช้วิจารณญาณอ่านเพื่อเป็นกรณีศึกษาเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="width: 571px; height: 428px;" src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/som02.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถาม : ในฐานะที่คุณอาสมโพธิเป็นผู้บุกเบิกหนังแนวสเปเชียลเอฟเฟคในเมืองไทย ผมอยากให้คุณอา พูดถึงความแตกต่างระหว่างอดีตกับปัจจุบัน และให้แง่คิดกับคนรุ่นใหม่ที่อยากทำหนังแบบคุณอา&lt;br /&gt;ตอบ : สมัยก่อนยุ่งยากกว่าสมัยนี้ สมัยนี้ทุกอย่างอำนวยความสะดวกให้กับเด็ก คุณสามารถค้นหาอะไรได้จากในอินเตอร์เน็ต แต่รุ่นพวกผมมันเป็นฟิล์มมันอยู่ในที่มืดๆ แล้วทำออกมาให้สว่าง สร้างจากสิ่งที่มองไม่เห็นให้เป็นสิ่งที่มองเห็นแล้วเคลื่อนไหวได้ มันยุ่งยากกว่าสมัยนี้เยอะ การที่จะทำสเปเชียลเอฟเฟค ผมพูดได้อย่างเดียวว่า ตัวเราเองต้องพร้อมตั้งแต่เด็กเลย ใจเราต้องรัก ผมรักมาตั้งแต่ผมหกเจ็ดขวบ ผมดูหนังที่จอตามหนังกลางแปลง ก่อนก๊อตซิลล่าก็จะเป็นพวกหนังฝรั่ง  ก็อตซิลล่าเป็นหนังสัตว์ประหลาดที่ทำมาตอนหลัง ฮอลลีวู๊ดเริ่มทำคิงคอง แล้วตอนหลังอาจารย์ผม อ.เอยิที่ญี่ปุ่น ก็ได้ไปดูหนังเรื่องคิงคอง แล้วบอกว่าต่อไปนี้จะสร้างหนังแนวสัตว์ประหลาดให้เด็กญี่ปุ่นได้ดู อาจารย์ผมก็ได้สร้างราดอน ก๊อตซิลล่า ราดอนนี่เป็นนกบิน แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าก๊อตซิลล่า ก๊อตซิลล่าประสบความสำเร็จมากตอนที่เจอกับคิงคอง ปี 1962 ที่ผมไปเรียนพอดี คิงคองเป็นลิขสิทธิ์ของฮอลลีวู๊ด แต่ทางโตโฮไปซื้อลิขสิทธิ์มา ตอนนั้นหลังจากสงคราม ผมเข้าใจเองนะว่าโตโฮสร้างหนังให้ก๊อตซิลล่าเป็นตัวแทนคนญี่ปุ่น เพราะว่าในเรื่องนี่สมมติว่าคิงคองเป็นผู้รุกรานคืออเมริการุกรานญี่ปุ่น แล้วทิ้งปรมณูที่ฮิโรชิม่า นางาซากิ  ทางนี้ก็เลยทำสัตว์ประหลาดมาต่อต้านก็คือเอาก๊อตซิลล่ามาสู้กับคิงคอง แต่อาจารย์ผมนี่ชอบทำแนวเด็กออกมาทางตลก สมัยนั้นเขาเรียกว่าทุนสูงสำหรับญี่ปุ่น แต่ถ้าเทียบกับฝรั่งแล้วเป็นหนังที่ต้นทุนต่ำมาก เพราะว่าญี่ปุ่นเขาก็ทำสำหรับให้เด็กญี่ปุ่นดู เขาไม่เคยคิดที่จะสร้างแล้วฉายออกต่างประเทศ แต่ทางเอเซีย ทางประเทศเราไปซื้อเขามาเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="width: 586px; height: 439px;" src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/som14.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="width: 598px; height: 448px;" src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/som13.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถาม : อยากให้คุณอาเล่าถึงเรื่องที่ได้ทุนไปศึกษาต่อที่ประเทศญี่ปุ่นน่ะครับ&lt;br /&gt;ตอบ : สรุปแล้วว่าทางโตโฮที่สร้างหนังที่ตอนที่ผมไปเรียนครบรอบสามสิบปีของบริษัท จริงๆ แล้วผมได้ทุนไปจากธนาคารออมสิน กับธนาคารมิตซุย คือธนาคารมิตซุยเนี่ย เขามาตั้งที่เมืองไทย แล้วก็พี่เขยผมเนี่ย ชื่อวารี พงษ์เวช  เป็นผู้อำนวยการธนาคารมิตซุย เป็นนักเรียนปริญญาโทก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง โดยได้รับทุนรัฐบาล ไปเรียน ไปช่วยเป็นล่ามระหว่างสงคราม จนกระทั่งกลับมาก็มาอยู่แบงค์ชาติธนาคารชาติ รุ่นนั้นดังๆ ก็มี คุณป๋วย อึ้งภากร คุณสมหมาย อุ่นตระกูลก็มาเป็นรัฐมนตรีคลัง ช่วงนั้นปี 1960 ผมได้มาเข้าเรียนที่เทคนิคถ่ายทำเรื่องฟิล์มภาพยนตร์ แล้วบังเอิญพวกผู้ใหญ่มาคุยที่บ้าน ผมก็ประจวบเหมาะก็เลยบอกว่า ใจผมน่ะรักทำหนัง ก็เลยอยากขอไปเรียนที่ญี่ปุ่น ทางธนาคารมิตซุย ผู้จัดการเขาก็มาคุยที่บ้าน เขาก็บอกว่า เอาสิ ธนาคารมิตซุยได้เป็นธนาคารที่รับฝากเงินให้บริษัทโตโฮ มันอยู่ตึกตรงข้ามกัน เดินไปมารู้จักกันดี ถ้าอยากจะไปเรียนโตโฮ เขาจะติดต่อให้เลย พูดไม่เท่าไหร่ เขาก็หิ้วผมไปเลย ซึ่งในระหว่างนั้นผมกำลังเรียนเทคนิคด้วย ทำงานออมสินด้วย แล้วก็ผมถึงต้องไปที่โตโฮ ชีวิตผมเนี่ยตื่นเต้น ทีแรกเขาจัดโปรแกรมให้เป็นคลาสแต่ผมไม่เอา ผมบอก ผมขอภาคปฏิบัติ  เพราะตัวผมเองผมรู้อยู่อย่างเดียวว่า ประเทศไทยเรา อย่างที่โรงเรียนเทคนิคที่ผมไปเรียนมา  แล้วผมก็เบื่อรำคาญ คืออาจารย์ทุกคนที่เข้ามาสอนแต่ละคนหยิบหนังสือมาพูดๆๆๆๆ แล้วก็จบชั่วโมง แล้วออกไป คือ พอผมถามเรื่องราวเกี่ยวกับสเปเชี่ยลเอฟเฟคทุกคนตอบผมไม่ได้ เมื่อตอบผมไม่ได้ ผมจะมาเรียนทำไม ไม่มีใครรู้เรื่องเลย ทุกคนเอาแต่ทฤษฎีมาสอนมาพูดว่ากัน แล้วก็ยุคนั้นผมกำลังสนใจหนังของอากิร่า คุโรซาว่า ตอนนั้นในไทยมีสถานีโทรทัศน์ช่องสี่บางขุนพรหม ช่องห้า มีหนังเอฟเฟคมาฉายหลายเรื่อง ระหว่างช่วงปี พ.ศ. 2500 ยุคนั้นเป็นหนังของอัลเฟรด ฮิชคอกเป็นแนวน่ากลัวเขย่าขวัญที่ทุกคนดูแล้วเขาก็กลัวกัน ระหว่างที่ผมจะไปญี่ปุ่นผมทำงานโดดข้ามมาตลอด จากประวัติผมที่ว่าอยู่ในวัดอยู่อะไร ผมจะโดดข้ามๆๆ ทำงานก้าวไปๆๆ ผมจะล้ำกว่าคนอื่นไปหมด และวิธีการคบคน ผมคิดว่า ต่อไปผมจะเป็นนักสร้างหนัง การสร้างหนังจะให้คนทั้งโลกดูเนี่ย เราเป็นเด็กความรู้เรายังด้อย ด้อยการศึกษามาก ผมก็ต้องหาวิธีเจอผู้ใหญ่ เช่น หม่อมคึกฤทธิ์ ปราโมทย์ ซึ่งเป็นนักปราชญ์ ปยูร จรรยาวงศ์ นักเขียนการ์ตูนที่ในหลวงส่งให้ไปเรียนวอลล์ ดิสนีย์ แล้วก็ในเมืองไทยยุคนั้นก็มีเหม เวชกร ที่เขียนภาพ พี่เหม เวชกร พี่ปยูร จรรยาวงศ์ ผมไปทำงานนิตยสารชัยพฤกษ์เนี่ย คือท่านพวกเนี้ยเป็นศิลปินที่สร้างผลงานพุทธประวัติ 2500 ทั่ววัดในกรุงเทพฯ ทั่วประเทศ เป็นภาพสีของพระพุทธเจ้าปางต่างๆ ปราบมาร ปางอะไรเนี่ย ฝีมือซึ่งผมดูแล้วไม่มีที่ไหน ผมเข้าไปพบพอดีเราเป็นช่างภาพหนังสือชัยพฤกษ์ ท่านอยู่ที่นั่นพอดี อาจารย์เปลื้อง ณนคร นายตำรา ณเมืองใต้ นั้น ผมไปเจอพวกผู้ใหญ่ที่อยากจะพบ ก็ได้พบ พบแล้วได้คุย คือพูดง่ายๆ ก่อนไปญี่ปุ่นผมตักตวงเอาความรู้จากผู้ใหญ่เนี่ย เก็บไว้เป็นข้อมูลไว้เยอะแยะเลย เพราะซักวันหนึ่งผมไปญี่ปุ่นไปเรียนแล้ว ผมตั้งใจเอาพระพุทธรูป รูปวัดที่ผมเคยเห็น ที่ผมเจออยู่ วัดที่ผมอยู่เนี่ย ผมจะเอามาทำเป็นตัวสำหรับที่เอามาปราบสัตว์ประหลาด แต่เราจะไม่เอาเป็นพระพุทธรูปเราจะดัดแปลง เลยไปเจออาจารย์เอยิ ซึบุราย่า อาจารย์เอยิ ก็แนะนำโทรุ เป็นนักดีไซน์เนอร์ จบปริญญาโทเรื่องปั้นเรื่องเขียน และก็เป็นฟรีแลนซ์  เขามาทำงานให้โตโฮ ก็ไปเจอที่สร้างคิงคองก๊อตซิลล่าก็ได้คุยกันได้ทำไรกัน จนกระทั่งออกมาเป็นรูปร่างอุลตร้าแมนยอดมนุษย์ ผมชอบถ่ายภาพ ทุกวันนี้ผมมีฟิล์มอยู่สี่พันกว่าภาพ แล้วปัจจุบันนี้นี่ญี่ปุ่นมาติดต่อผม ปีหน้าจะทำสารคดีผม ประวัติผมชีวิตผม ความเห็นของผมในยุค 1960 ในญี่ปุ่นตั้งแต่หลังสงครามแล้วมีอะไร ผมถ่ายภาพเหตุการณ์อะไรในญี่ปุ่นไว้เยอะแยะเลย ผมมีเรื่องราวชีวิตของคนญี่ปุ่นในที่ผมถ่ายเอาไว้ ชีวิตรถไฟการอะไรต่างๆ ซึ่งคนญี่ปุ่นเขาไม่เคยสนใจ แต่ผมไปถ่ายไว้ เนี่ยเขาจะมาทำประวัติเรื่องราว คือ สายตาที่ผมมองเห็นประเทศญี่ปุ่นยุคหลังสงครามเป็นยังไง เป็นการทำอย่างชนิดที่ว่า เขาเรียกว่าเปิดเผยทุกอย่างในสายตาที่ผมเห็น ในยุค 1960 แล้วรูปพวกนี้มันอยู่ที่ผมหมด นี่คือการมองการณ์ไกลที่ การที่เราได้พบผู้ใหญ่ และได้เห็นผู้ใหญ่ว่า เพราะเราคิดไว้ล่วงหน้าฉะนั้นเหตุการณ์ต่างๆ เราจะมองไกลกว่าคนอื่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/som15.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถาม : อยากให้คุณอาเล่าถึงสตูดิโออื่นๆ นอกจากโตโฮ ที่ประเทศญี่ปุ่น&lt;br /&gt;ตอบ : ระหว่างที่ผมไปเรียนที่ญี่ปุ่น บริษัทยักษ์ใหญ่ที่สุดก็คือโตโฮ รองลงมาก็คือโตเอะ แล้วก็นิกัสสึ โชชิกุ ไดเอะ แล้วก็ชินโตโฮ ทั้งหมดเจ็ดบริษัท ปัจจุบันนี้เหลือโตโฮกับโตเอะ นิกัสสึเจ๊งไป โชชิกุเจ๊งไป ไดเอะเจ๊งไป ชินโตโฮเจ๊งไป สี่บริษัทนี่หายไปหมดแล้ว เพราะแต่บริษัทเขาทำหนังไม่เหมือนกัน โตโฮนี่ทำวัฒนธรรม แต่อาจารย์เอยิ ซึบุราย่าผมเนี่ยมาตั้งแผนกเด็กทำหนังเด็กโดยเฉพาะก็เลยอยู่ได้ ส่วนโตเอะเขาสร้างหนังแก๊งค์ ทำหนังโป๊ด้วย คือโตเอะเขาทำทุกอย่าง แต่เขาจะไปดังในเรื่องเกี่ยวกับยุค 1970 ช่วงนี้นโยบายของโตเอะเขาบอกว่าเขาจะทำอนิเมชั่นการ์ตูนครองโลก เมื่อโตโฮสร้างหนังเด็ก  โตเอะก็จะสร้างหนังการ์ตูน พอสร้างหนังการ์ตูนก็ระดมทำหนังการ์ตูน  เช่น การ์ตูนดังๆ สมัยนั้น เอ่อ ยุคเบื้องต้น การ์ตูนเนี่ยดูไม่ได้เลย เตอะต๊ะๆๆ ที่ผมนำเข้ามา โดราเอมอน  เณรน้อยเจ้าปัญญา ด๊อกเตอร์สลัมป์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดราเอม่อน ถ่ายที่โตเอะแต่ฉายต้องฉายที่โตโฮ เพราะโรงฉายโตโฮเนี่ย หนังชั้นหนึ่งต้องฉายที่โตโฮ มันถึงดังไปทั่วโลก แล้วคนทั่วโลกจะมาซื้อจากโตโฮไปฉาย แต่สร้างเนี่ย ทำโตเอะทุนโตเอะ พวกนี้เขาจะทำอะไรโรงถ่ายที่โตเอะ เพราะโตเอะมีโรงถ่ายอยู่ในมือสร้างเกี่ยวกับการ์ตูน เขาจะรวมการ์ตูนแล้วออกฉายทั่วโลก คุณประยูร จรรยาวงศ์ หลังจากที่ไปเรียนวอลล์ ดิสนีย์มา ผมก็บอกพี่ยูร ญี่ปุ่นมันบอกมันจะทำหนังการ์ตูนครองโลก ให้เด็กทั่วโลกดูตามบ้าน คุณประยูรนี่หัวเราะก๊ากเลย มันจะมาสู้ของดิสนีย์ได้ยังไง ผมบอกพี่ยูร พี่ยูรจำนะ พี่ยูรพูดคำนี้นะ ดิสนีย์น่ะทำหนังผมเชื่อ ยี่สิบสี่เฟรมต่อหนึ่งวินาที เป็นหนัง เช่น คนแคระทั้งเจ็ดกับสโนไวท์ พวกเนี้ย มิกกี้เมาส์ มันดังจนกระทั่งคนรู้จักหมด คาแรคเตอร์ที่มาขายทุกคนก็รู้จักกันหมด และเป็นหนังที่ตื่นเต้นไปทั่วโลก เขียนลงในเซลลูลอยด์ใช้ยี่สิบสี่ภาพ แต่โตเอะเขาบอกเขาไม่ เขาจะทำแบบฟาสฟูด ให้เด็กดูเร็ว ทัน แล้วพอระดมถ่ายตาม ให้หมู่บ้านเนี่ยรับงานไปแล้วเขียนวันนึงต้องได้ตอนนึง ซึ่งระดมกันเป็นร้อยๆ พันๆ คนแหละ แล้วเขาว่าจะบูมเด็กพวกนี้ขึ้นมาเพื่อจะสร้าง ซักห้าปีผมพาคุณประยูร จรรยาวงศ์ไปดูที่โตเอะ คุณประยูรตกใจเลย ไอ้ที่ผมพูดไว้เมื่อห้าหกปีที่แล้ว พอมาดูถึงที่ที่ผมพาไปดู แกบอกไม่น่าเชื่อว่าญี่ปุ่นจะบุกได้ แต่ยอมรับว่ามันบุกได้แล้ว เพราะอะไร เพราะว่าญี่ปุ่นถ้าเขาส่งเสริม รัฐบาลเขาส่งเสริม เขาช่วยเหลือกันดีนะ ทุกอย่างสินค้าจะออกไปต่างประเทศหมด เพราะญี่ปุ่นเขายากจน ประเทศเขาไม่มีอะไร เขามีทางเดียวก็คือทรัพยากรมนุษย์ เขาเอาทรัพยากรมนุษย์เนี่ยทำผลงานแล้วออกต่างประเทศ สมัยนั้นญี่ปุ่นไม่มีอะไรเลย เงินก็ถูกกว่าของเรา ก็ผมได้ทุนไปสามพันบาท สมัยนั้นร้อยเยนเท่ากับห้าบาท เท่ากับผมได้หกหมื่นเยน เพื่อนๆ ผมที่โตโฮที่จบมหาวิทยาลัยมา ได้แค่เจ็ดพันเยน  ผมนี่หกหมื่นเยนผมเท่ากับกรรมการผู้จัดการบริษัท พูดง่ายๆ ว่าผมรวย รวยมากๆ เพราะฉะนั้นพนักงานพวกเนี้ยผมก็เลี้ยงข้าวเขาได้ ครูบาอาจารย์ผมก็พาไปเลี้ยงปลาดิบได้ เพราะคนญี่ปุ่นจริงๆ แล้วเจ็ดพันเยนเนี่ย เขาก็อยู่ได้กินอุด้ง กินก๋วยเตี๋ยวจุ้มน้ำซีอิ้ว ซีอิ้วจุ้มน้ำก๋วยเตี๋ยว กินกันอยู่ทุกวันแบบเนี้ย ซึ่งหัวไชเท้าเขาเรียกไดกอง จุ้มกันไปจุ้มกันมาเนี่ย เขากินแบบเพื่ออยู่เท่านั้นเอง ไม่มีทางได้กินปลาดิบ คนที่นั่นจะกินปลาดิบต้องมีเงินเป็นหมื่นเยนขึ้นไป อันนี้ผมมีตั้งหกหมื่นเยนแน่ะ ผมก็เท่ากับกรรมการผู้จัดการ ผมกินยังไงก็ได้ ก๋วยเตี๋ยวชามนึง สมัยนั้นก็ โตชิโร มิฟูเน่ กับผมเนี่ย นั่งกินก๋วยเตี๋ยวที่ห้องอาหารที่โตโฮสามสิบเยน เดี๋ยวนี้ก๋วยเตี๋ยวชามนึงพันเยน ค่ามันผิดกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ญี่ปุ่นสมัยก่อนเขาจนกว่าเราเยอะเลย แต่ว่ารัฐบาลเขาเอาจริงเอาจังเวลาเขาจะสร้างอะไร สมัยร.ห้า เราเริ่มสร้างรถไฟสร้างไปรษณีย์โทรเลข ญี่ปุ่นก็มีเหมือนเรา แต่ปัจจุบันเนี้ยญี่ปุ่นพัฒนารถไฟไปทั่วประเทศวิ่งกันสามร้อยกิโลต่อชั่วโมง ของเรายังต้วมเตี้ยมๆ เหมือนร้อยปีที่แล้ว ยังไงก็ยังงั้น ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย ฉะนั้นเราตามเขาไม่ทันหรอกครับ ผมว่ายังไงเราก็ตามเขาไม่ทัน เพราะว่านี่เขาจะวิ่งห้าร้อยกิโลต่อชั่วโมงแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="width: 483px; height: 349px;" src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/som06.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถาม : หลังจากที่กลับมาจากญี่ปุ่นแล้ว ได้ทำตามความฝันเลยหรือเปล่าครับ&lt;br /&gt;ตอบ :  ผมกลับมาปุ๊บผมก็ลุยเลย ผมทำหนังทีวีก่อน ทีวีเรื่องแรกผมก็ทำเรื่องไกรทอง ไกรทองโดยคุณประยูร จรรยาวงศ์ เขียนบท แล้วหม่อมคึกฤทธิ์ท่านจะมาเล่นเป็นเจ้าเมืองพิจิตรให้ แล้วทีมสยามรัฐทุกคนก็จะมา ตอนนั้นผมอายุยี่สิบต้นๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/som16.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คือยังงี้ก่อนผมกลับมาจากญี่ปุ่นต้องเล่าประวัตินิดนึงว่า คุณชาญชัย หรือชื่อเล่นว่าคุณเล็ก เขาเป็นร้อยตำรวจโท เป็นน้องเมียของพลเอกประพาส คุณชาญชัยได้เล่าให้ผมฟังว่าเนี่ยคุณประพาสได้ทำกองทัพบกกับจอมพลสฤษดิ์ แล้วก็มีห้องส่งเล็กๆ อยู่ห้องนึง สำหรับที่จะมาเปิดเป็นช่องเจ็ดแยกออกมาให้เอกชนเช้าไปรับ ยุคนั้นเป็นยุคบุกเบิก เขามาปรึกษาผม แล้วออฟฟิตเขาอยู่ที่ธนาคารกรุงศรี ตรงช่างกลปทุมวัน เป็นออฟฟิตเล็กๆ อยู่ข้างหน้า เขามาหาผมที่บ้าน สมัยนั้นผมพักอยู่ที่บ้านซอยอารีย์ เขามาหาผมมาปรึกษาผมว่า คุณสมโพธิครับ คุณก็นักเรียนญี่ปุ่น ผมนักเรียนเยอรมัน ต่างคนต่างวัยรุ่นกลับมาเนี่ย อยากจะมาสร้างผลงานสำหรับคนรุ่นใหม่ ผมคิดไม่ออกว่าผมจะทำอะไรกับสถานีว่าจะให้คนไทยติด ผมก็เลยบอกคุณชาญชัยว่า ผมเองเนี่ย ความเห็นของผมนะ ผมเป็นเด็กวัดมา อยู่ที่วัดสมัยนั้นมันก็มีดูหนังกะดูลิเก ผมดูสองอย่างเนี่ย แล้วผมก็รู้ว่าคนไทยเนี่ยติดลิเกติดหนังกันงอมแงมเลย ฉะนั้นผมก็มีคิดว่าถ้าเราจะมีทีวีเราทำลิเกมาเล่น แต่ใส่เทคนิคเข้าไป มันก้ำกึ่งเป็นหนังด้วย ผมทำยายกะตา ผมเอาชื้นแฉะมาเล่น แล้วก็คุณประยูรเขียนบท เราพากษ์บรรยายด้วยลิเก คนก็ติด ผมก็ทำไกรทองจุดเทียนระเบิดน้ำ จรเข้ ตะเภาแก้วตะเภาทองเล่นน้ำ ซึ่งในลิเกเนี่ยเคยเล่น แต่ไม่เคยเห็นว่ามีตะเข้นี่ว่ายน้ำมาแอบดูคนอาบน้ำ ใช้ฟิล์ม 16 มม. เทคนิคทำเองในโรงถ่ายทำหมดทุกอย่าง เป็นเทคนิคที่ได้เรียนรู้มาจากที่โตโฮ ผมก็เอามาทำ เรตติ้งเป็นอันดับหนึ่ง คุณไก่อ่อนที่เดลินิวส์ก็เขียนเชียร์กัน หนังสือพิมพ์ทุกคนก็ โห ได้มาเห็นของใหม่เด็กรุ่นใหม่ทำเนี่ย คุณประยูร จรรยาวงศ์เขาเป็นแบคเป็นคนดูแลให้ ทำๆ เสร็จได้ผมก็ทำ พอจบเรื่องนี้ คุณเล็กบอกไม่ได้ๆ คุณสมโพธิต้องทำต่อ เขาบอกว่าอยากได้พระอภัยมณี บอก โอ้โห พระอภัยมณี คุณให้ผมตอนละหมื่นห้าเนี่ย ค่าตัวผม ค่าแสดง ค่าผู้กำกับ หมื่นห้าพันบาทเนี่ย มันไม่พอนะ เขาบอกทำไงได้ สปอนเซอร์มันเข้ามาไม่ถึงแสน เราก็ต้องทำกันให้ได้ เอ้า ทำได้ก็ทำ พอดีช่วงนั้นไอ้เจ้าขรรชัย บุนปาน เป็นเจ้าของมติชนเนี่ย มันอยู่สยามรัฐ บอกสมโพธิถ้าจะทำพระอภัยมณีนะ ผมเสนอตัวไอ้เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์เนี่ย เอามาเล่นเป็นพระอภัยมณี มันจบนิติศาสตร์ที่ธรรมศาสตร์ ไม่มีงานทำ ผมก็เอามันมาเล่นเป็นพระอภัยมณี เป็นตัวพระอภัยมณีเป่าปี่ เนาวรัตน์ก็มีรูปถ่ายอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ผม ผมสร้างจนกระทั่งตอนหนึ่งถึงจบเล่มเลย เคราะห์ดีว่าตอนนั้นเรามีโรงถ่ายเองอะไรเอง เสร็จแล้วพอผมทำจบมานี่ ผมก็คิดว่า ผมสร้างหนังทีวีตั้งแต่  ไกรทอง พระอภัยมณี ยายกะตา ล่องไพร ผมทดลองฝึกทีมงานของผมขึ้นมาใหม่เลย เอามาจากเด็กอิสาน เด็กข้างบ้าน ข้างโรงถ่าย ตอนนั้นกำกับ ทำเองทุกอย่าง ตอนหลังพอเหนื่อยมากๆ ก็ต้องเชิญคุณสุพรรณ บูรณพิมพ์ คือพอตัวละครเยอะ แต่ว่าตอนทำท่าเตียนผมต้องทำเอง เพราะหนัง 35 มม. ผมก็มาสร้างท่าเตียน ท่าเตียนเป็นหนังเรื่องแรก ใช้ชื่อลูกชายผม พีระศิษ ในการกำกับ ตอนที่ทำท่าเตียนเนี่ย คือ พี่เขยผมเนี่ยเขาดักคอผมก่อน บอกว่าไม่อยากให้ผมสร้างหนัง เพราะว่าพวกที่สร้างหนังเนี่ย เป็นหนี้เป็นสินแล้วเช็คเด้งกัน เพราะยุคก่อนที่ผมจะทำหนังเนี่ย เป็นยุคที่ทางอัศวินภาพยนตร์เขาสร้างหนังเยอะ หลายเรื่อง แต่ว่าเขาสร้างแล้วไม่ประสบความสำเร็จคือประกาศสร้างห้าเรื่องหกเรื่อง แต่ไปเอาเงินของธนาคารมา แล้วก็ไม่ใช้คืนแบงค์ แบงค์ก็เลยไม่เชื่อถือพวกคนทำหนังไทย พี่เขยผมก็ไม่แนะนำให้ผมสร้างหนัง หนังโรงเขาไม่แนะนำ ถ้าหนังทีวีไม่เป็นไร เพราะว่ามันมีสปอนเซอร์ ผมก็ดื้อ ผมบอก ผมไม่ต้องการให้พี่ช่วยผมนะ ผมน่ะ ผมจะทำหนังทีวีเราก็เอาสปอนเซอร์ของหนังทีวี ถ้าเราจะทำหนังโรงเราก็ต้องเอาสปอนเซอร์จากหนังโรง ซึ่งสมัยนั้นเฉลิมกรุงเนี่ยเขามีเงินให้ผู้สร้างหนังไทยยืม กู้ยืม แล้วใช้สร้างหนัง แล้วก็ใช้ เพื่อให้มีหนังมาป้อนคนละสองแสนบาท ยุคนั้นซึ่งผมจำได้ว่ามีสุพรรณ บูรณพิมพ์  พันคำ แล้วก็ยุคดอกดิน กัญญามาลย์ คือนักสร้างพวกรุ่นใหญ่ๆ ทั้งนั้นนะฮะ พร้อมมิตรภาพยนตร์ มีหนัง คือ รุ่นใหญ่ๆที่สร้างก็มีชื่อเสียงกันยุคนั้นก็ ผม ผมเป็นเด็กกว่าเพื่อนที่จะแหวกในชุดกลุ่มผู้ใหญ่ อาจารย์จีรศักดิ์ท่านก็ถามผมว่า เฮ้ย คุณจะมาขอกู้ผมเนี่ย สองแสน แล้วคุณมีอะไรค้ำประกัน มีอะไรการันตี ชื่อคุณก็ยังโนเนมยังไม่รู้จักชื่อ ผมก็เลยบอกว่า เอาอย่างนี้อาจารย์ ผมก่อนมาหาอาจารย์เนี่ย ผมทำการบ้านมานะ ผมเอารูปอะกิร่า คุโรซาว่า เอารูปคิงคอง ก๊อตซิลล่า พวกเนี้ย ผมทำอัลบั้มไว้ ผมก็เอาไปเสนอ เนี่ย ผมเรียนพวกนี้มา แล้วก็ผมตั้งใจจะปลุกหนังเด็กในเมืองไทย เป็นรายแรกของประเทศไทย แล้วก็รายแรกที่ผมได้ทำหนังประเภทเนี่ยสู่ตลาดโลก อาจารย์จีรศักดิ์บอก เฮ่ย คุณนี่ฝันเกินไปนะ ผมบอกว่า อาจารย์ ชีวิตผมตั้งแต่เด็กมาเนี่ยนะ หกเจ็ดขวบผมบ้าแต่หนัง ผมคุย ผมพบผู้ใหญ่ ผมเอาชื่อ อย่างคึกฤทธิ์ ปราโมทย์ ประยูร เหม เวชกร พวกเนี้ย เนี่ย พวกเนี้ยเป็นที่ปรึกษาผมทั้งนั้นนะฮะตอนนี้ ผมเด็กจริง แต่ผมมีที่ปรึกษาเป็นผู้ใหญ่แล้วนะ ท่านก็บอก เอาวะ ลองเชื่อเด็กดูซักทีวะ ยอมเชื่อเด็กซักที อ่ะ ค้ำประกันผมก็ค้ำให้อ้ะ ในเมื่อผมมีมาเสนออย่างนี้ ผมก็ได้เงินมาสองแสน สองแสนเนี่ยผมทำจบท่าเตียนเลย ชุดทำในนี้หมด หล่อหุ่น ผมไปเจออาจารย์ ผมไปเจอเรื่องหุ่น ผมตื่นเต้นยังไง ลองอ่านดูในหนังสือดูนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="width: 530px; height: 397px;" src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/som09.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถาม : ท่าเตียนประสบความสำเร็จมากน้อยขนาดไหนครับ&lt;br /&gt;ตอบ : พอทำท่าเตียนมาจบ นะฮะ สองแสน ผมได้มาเกือบสองล้าน ใช้คืนสองแสน ฉายแค่โรงเดียว สองอาทิตย์ก็ได้เกินล้านบาท หนังฉายอยู่เดือนเดียว เพราะว่า พอเราได้มาอย่างนั้นนะฮะ แล้วก็ คือระหว่างที่ผมสร้างหนังท่าเตียนเนี่ย พวกสายหนังที่เขาเคยซื้อหนังพวกเนี้ย เขาไปหาผมที่ฮ่องกง เช่น ผมจำได้ว่าสายอิสานชื่อซัมเจี่ย สายเหนือ สายใต้ สายอะไรต่างๆ เขาบอก ไอ้เจ้าของหนังนี่มันเด็กนี่นา แล้วก็มันไม่ยอมขายหนังว่ะ แล้วก็ไม่ยอมเอาสปอนเซอร์อย่างที่คนอื่นเขาไปขอจากโรงมา เขาจะขอจากโรงมาห้าหมื่นแสนนึงอะไรเนี่ย ทางโรงเขาจะให้ แล้วสายก็ให้เขาไปจัดเดิน ผมคิดไม่เหมือนเขานี่ ผมบอก ผมไม่เอาเงินจากคุณ เขาบอก เฮ่ย แล้วคุณแน่ใจหรือคุณจะได้เงินล้าน ผมบอกผมมั่นใจร้อยเปอร์เซนต์ เขาดูถูกผมเลย คนสร้างหนังทุกคนเขาจะบอกเงินล้านกันทั้งนั้น  ผมบอกคุณดูผมละกัน ผมไม่ขายให้ใครทั้งนั้นน่ะ เพราะว่าถ้าขายคุณเอาเงินเข้ามา เวลาคุณไปฉายหนังผมก็รู้ว่าถูกเบี้ยว เพราะว่า สมมติว่าคุณมีคนดูมาซักหมื่นคน คุณก็ตัดให้แค่ห้าพันคน ไอ้สปอนเซอร์ที่เอาไปคุณก็กินหัวคิวผมแล้ว แต่วิธีคิดผมไม่เหมือนคุณ พอผมได้เงินล้านผมก็จะตีโฆษณาๆ ทุกสายหนังก็จะวิ่งมาซื้อสายผม ผมจะตัดขายๆๆคุณ ผมเอายอดเงินขึ้นมาเลย เช่น สายเหนือเคยได้ห้าแสน ผมก็จะขายห้าแสน สายใต้เคยได้สามแสนสี่แสนผมก็จะขายสามสี่แสน แต่คนที่ตัดต้องหนังดี  ถ้าหนังไม่ดีก็ต้องฝากโรงเขาฉาย ไปง้อโรง แต่ผมคิดไม่เหมือนใคร พอหนังผมฉายเฉลิมกรุง หนังที่จะเข้าต่อจากผมตอนนั้นจำได้ว่าชื่อเรื่อง แก้วกลางนา เขาดูถูกผมว่า ผมวางฉายแค่อาทิตย์เดียว อาทิตย์ที่สองเขาจะเข้า แต่เขาไม่รู้ว่าแผนของผมเนี่ย ผมวางแผนว่า ผมเข้าวันที่สิบห้ามีนา พวกนี้ก็ สายหนังก็หัวเราะงอหายเลย บอก ไอ้นี่มันบ้า หนังดีเขาต้องเข้าต้นเดือนเงินเดือนออกแล้วถึงจะเข้า ไอ้นี่มันมาเข้ากลางเดือน มันพูดเหมือนอาจารย์เจือ จตุรักษ์ ก็ไม่เห็นด้วยกับผม ก็คุณเอาเงินเฉลิมกรุงไปสองแสนแล้วคุณมาฉายกลางมีนาได้ยังไง กลางมีนาพ่อแม่ไม่มีเงินแล้วก็ปิดเทอมคนมันไปเที่ยวบางแสนกันหมด สมัยนั้นคือตากอากาศต้องไปบางแสน คุณมาตั้งอย่างนี้ได้ยังไง คุณมีความคิดอย่างนี้ได้ยังไงอย่างเนี้ย ผมบอกอาจารย์ฟังผม สิบห้ามีนาเนี่ยไม่มีใครเอามีผมมาคนเดียว ไม่มีคู่แข่ง แล้วผมจะไปกินสงกรานต์ต่างจังหวัด ผมกวาดสงกรานต์ต่างจังหวะรวบเลย นะฮะ เพราะว่าสองอาทิตย์ผมต้องได้เงินล้าน ผมกะคำนวณคนดู เพราะพวกนี้ประสบการณ์จากญี่ปุ่นผมดูจากหนังโตโฮ โตโฮทำหนังยังไง ฉายหนังยังไง ผมศึกษามาหมดแล้ว เพราะว่าปิดเทอมปุ๊บ ปิดเทอมแล้วให้รางวัลกะลูกเถอะ มาดูหนังท่าเตียน เพื่อผ่อนคลาย ดูยักษ์ออกจากวัดอาละวาดเดินมาตีกันราบเป็นหน้ากอง น้ำท่วมสะพานพุทธตีกันจนดุสิตธานีเป็นตึกสูงสุดพังถล่มทลาย ผมก็มีแนวโฆษณาของผมอย่างนี้ไป พอสิบห้ามีนาปิดเทอมเท่านั้นละ เด็กมากัน ตอนนั้นผมใช้คำว่าโรงถ่ายภาพยนตร์ไชโย ประเทศนึงจะมีโรงถ่ายไม่เกินหนึ่งหรือสองโรง เช่น อเมริกาจะมียูนิเวอแซลสตูดิโอ บริษัทโตโฮคอมปะนีสตูดิโอ คำว่าไชโยภาพยนตร์ คนที่ขายฟิล์มจัดจำหน่าย ฉายหนังกลางแปลงก็เรียกภาพยนตร์ๆ แต่ว่าคำว่าโรงถ่ายภาพยนตร์ การที่จะสร้างโรงถ่ายภาพยนตร์นี่จะต้องมีเครื่องมือเทคนิคมีกล้องมีสระน้ำ มีทำท้องฟ้าทะเลปั่นป่วนฟ้าผ่าฟ้าร้องน้ำท่วมแผ่นดินถล่มทลาย พวกนี้คุณต้องมีสตูดิโอมีโรงถ่ายของคุณเอง ผมถึงใช้คำว่าโรงถ่าย แล้วเรื่องชาละวัน ไกรทอง ผมเขียนเลย สร้างโดยโรงถ่ายภาพยนตร์ไชโย ยักษ์วัดแจ้งพบจัมโบ้เอ สร้างโดยโรงถ่ายภาพยนตร์ไชโย ผมไม่เคยใช้คำว่าไชโยภาพยนตร์ถ้าผมทำโฆษณาเอง เพราะผมถือว่าโรงถ่ายภาพยนตร์คือหน้าตาของประเทศชาติ อันนี้เป็นส่วนเน้นเลย คำว่าโรงถ่ายภาพยนตร์ คุณไปอเมริกาต้องไปดูยูนิเวอแซลสตูดิโอใช่มั้ยฮะ คุณไม่ได้ไปดูยูนิเวอแซลมูวี่ มันคนละส่วนกัน ฉะนั้นหน้าตาของประเทศไทยคือโรงถ่ายภาพยนตร์ไชโย มีนายสมโพธิ แสงเดือนฉาย เป็นเจ้าของ เป็นผู้ริเริ่ม ผมถามว่าในเมืองไทยใครมีโรงถ่ายสมบูรณ์แบบเหมือนผมบ้าง มีมั้ย ไม่มี ก่อนนั้นก็มีของอัศวินภาพยนตร์แต่ก็ทำโรงถ่ายเล็กๆ ไว้โรงเดียว คุณไปดูถ่ายของผมแต่ละโรงๆ ผมไร่กว่าๆ ฉะนั้นในโรงผมจะทำเหาะเหินเดินอากาศ ทำอะไรได้ทุกอย่างเกี่ยวกับสเปเชียลเอฟเฟค เทคนิคอภินิหารต่างๆ นี่คือการต้องมีโรงถ่าย มีบ่อน้ำมีการพายเรือ แจวเรือ ต่อสู้กันในน้ำ ถ่ายในน้ำ ถ่ายใต้น้ำ ทุกอย่างอยู่ในโรงถ่ายหมด ของพวกนี้ถ้าใครไม่เรียนสเปเชียลเอฟเฟคมาจะไม่รู้และไม่กล้าทำ..ปอด ผมไปเรียนมาแล้วผมรู้ ผมถึงกล้าทำ ผมมีหมด ส่วนคนอื่นถ้าเขาทำโฆษณานี่ เขาจะชอบใช้คำว่า ไชโยภาพยนตร์ๆ ก็ให้เขาทำไป เพราะว่าถ้าผมทำด้วยมือผมเอง ผมจะใช้คำว่า โรงถ่ายภาพยนตร์ไชโย แล้วหน้าป้ายที่โรงถ่ายภาพยนตร์ไชโย มันก็ยังป้ายคำว่าโรงถ่ายภาพยนตร์ไชโยติดป้าย สมัยนั้นใครผ่านไปทางพหลโยธินไปรังสิตจะเห็นป้าย เอ๊ะ โรงถ่ายไชโยอยู่นี่นะ ส่วนไชโยโปรดักชั่นนี่ลูกชายผมมาตั้งเลียนแบบ คือเด็กรุ่นใหม่นะ เดี๋ยวนะ ผมต้องคำว่า โปรดักชั่นอีกอย่าง วอลล์ดิสนีย์เป็นบริษัทแรกที่ทำหนังการ์ตูนแล้วคนรู้จักทั่วโลกมาเกือบเจ็ดสิบห้าปี วอลล์ดิสนีย์เขาจะตั้งชื่อ วอลล์ดิสนีย์โปรดักชั่น เป็นคนแรกที่เอาคำว่า โปรดักชั่น ขึ้นมาใช้ แล้วก็หนังการ์ตูนดังไปทั่วโลก ทุกคนก็เลียนแบบหมด แม้กระทั่งอาจารย์เอยิผมก็ยังต้องใช้ ซึบุราย่าโปรดักชั่น ทำไมท่านไม่กล้าใช้โรงถ่ายซึบุร่าล่ะ เพราะว่าอะไร ท่านไม่มีโรงถ่าย โรงถ่ายของท่านคือของโตโฮนะฮะ ฉะนั้นคนที่ไม่มีโรงถ่ายจะไม่ใช้คำนี้ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="width: 534px; height: 400px;" src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/som12.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/som18.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถาม : ตอนที่เอาคาแรคเตอร์หนุมานมาใช้มีปัญหาอะไรกับกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมในสมัยนั้นหรือไม่&lt;br /&gt;ตอบ : ตอนที่ทำหนุมานนะ จะเล่าให้ฟัง ผมนี่นะสร้างหนุมานพบเจ็ดยอดมนุษย์ก็โดนอธิบดีศิลปากรยุคนั้น ผมจำไม่ได้ชื่ออะไร คือหนังสือพิมพ์เขาไปถามท่านบอกว่า ผมเนี่ยทำไมเอาหนุมานไปเล่นกับยอดมนุษย์หนังของญี่ปุ่น ไม่ทำลายวัฒนธรรมเหรอ อธิบดีก็ตำหนิผม บอกมันไม่น่า มันไม่น่าที่เอาหนุมานคาแรคเตอร์ของไทยเนี่ยไปเล่นกะญี่ปุ่น ผมก็ไม่ว่าอะไรกับท่าน  เสร็จแล้วหนังเรื่องเนี้ย สมาคมผู้อำนวยการสร้างได้ส่งนำหนังเรื่องเนี้ย เข้าไปประกวดหนังเอเชียที่ประเทศจากาต้า แล้วผมก็ไปในงาน เป็นตัวแทนของคนไทยไปด้วย หนังเรื่องนี้เราก็ได้รางวัลสุมิตรามา ได้รางวัลแล้วก็ได้เชิดชูเป็นวัฒนธรรมของชาติ โดยภาพยนตร์เอเชียเห็นว่าหนังเรื่องนี้อนุรักษ์  ถ้าได้ดูในหนังหนุมานแล้วว่า ผมแอนตี้คนตัดเศียรพระเป็นการอนุรักษ์วัตถุโบราณของชาติ เพราะถือว่าเป็นหนังยอดเยี่ยมในเรื่องอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของชาติ พอได้รางวัลมา พอได้รางวัลมันก็เป็นข่าวใหญ่ ทางอธิบดีที่เคยด่าผมก็ต้องยอมรับว่า ที่วิพากษ์วิจารณ์ไปที่หนังสือพิมพ์เขาถามมาเนี่ย โดยไม่ได้ดูหนัง คือผมไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับพวกผู้ใหญ่และพวกที่ความเห็นไม่ตรงกับผม เราทำความดีเราสร้างความดีอะไรให้กับชาติ เราคิดว่าดีแล้ว เราทำเลย ผมถือว่าพระเมืองไทยที่ไหนๆ ก็หัวขาดหมด วัดไหนก็หัวขาด เพราะอะไร เพราะเขาเอาเศียรพระไปขายฝรั่งไปขายต่างประเทศ ผมเขียนเองสร้างเองทั้งนั้นเลย ทุกคนต้องมาเลียนตามผมทั้งนั้นเลยฮะ ไม่ว่าอะไร ตัวอย่างของผม ผมสร้างแอนตี้ แล้วหนุมานมากระทืบมาฆ่าไอ้พวกนี้ตาย ท่าเตียนผมก็เหมือนกันขโมยพระที่วัดอรุณนี่ ยักษ์วัดแจ้งเอากระบองทุ้งจมดินคาใต้ขายักษ์ ถ้าใครมาดูหนังของผมแล้วจะรู้ว่าผมลูกศิษย์วัดผมต้องอนุรักษ์พระในวัด เราสร้างอย่างนี้เด็กดูแล้วเด็กกลัว พอเด็กกลัวแล้วเหมือนกะเด็กได้อ่านนิทานประทับใจนิทานเรื่องแรก ดูหนังก็เหมือนกันก็จะประทับใจหนัง อุ้ย เราเคยดูหนังยักษ์ ไอ้โจรมันขโมยพระแล้วโดนยักษ์เอากระบองกระทุ้งเอาตีนกระทืจมดิน เราไม่ขโมยดีกว่า นี่คือผมสอนเด็กโดยที่ไม่ให้เด็กรู้ว่าเราสอนเขา แต่ให้รู้ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์พวกนี้คุณมองไม่เห็น คุณตายเพราะอะไร แต่ผมทำภาพให้คุณดูให้น่ากลัว ผมสอนคนโดยใช้ภาพ แล้วอธิบดีก็ต้องมาขอโทษผม แล้วหนังเรื่องนี้ทุกวันนี้ฉายไปทั่วโลก ทุกคนไม่มีใครตำหนิผมทั้งนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="width: 516px; height: 375px;" src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/som17.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถาม : ชุดหนุมานทำเอง หรือส่งทำที่ญี่ปุ่นครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอบ : หนุมานนี่ทำเองปั้นกันเองในเมืองไทย คนที่ในโรงถ่าย พวกพี่ๆ น้องๆ ผมปั้นกันเอง ไม่ได้จบจากที่ไหนทั้งนั้นละฮะ แต่ผมเป็นคนควบคุม ในการเหมือนไม่เหมือน ผมต้องการยังไง เดี๋ยวผมจะเล่า หนุมานนี่นะ คุณต้องรู้ว่าทำไมอธิบดีมาว่าผม เพราะว่าไร คุณรู้มั้ย ผมเป็นผู้ออกแบบคาแรคเตอร์คิดสร้างสรรค์เรื่องอุลตร้าแมน มันถึงเป็นพระเอกได้ ยอดมนุษย์ต้องเป็นลูกน้องหนุมาน ถ้าผมไม่ใช้เจ้าของผมไม่ใช่คนริเริ่มทำอุลตร้าแมน ยอดมนุษย์จะไปเป็นลูกน้องหนุมานได้ยังไง คนที่เป็นเจ้าของมันโกรธตายเลยว่ะเฮ้ย หนุมานต้องเป็นลูกน้องยอดมนุษย์เว้ย แล้วที่ผมตั้งคำว่ายอดมนุษย์เพราะอะไร เพราะผมถือพระพุทธเจ้าเป็นคนเหนือคน ผมเป็นคนตั้งคำว่า ยอดมนุษย์ เหนือมนุษย์ พระพุทธเจ้าท่านเหนือของมนุษย์แล้ว คือเป็นยอดของมนุษย์แล้ว ที่ผมตั้งอันนี้ขึ้นมา เพราะฉะนั้นศัพท์อันนี้เป็นศัพท์ที่ผมตั้งขึ้นมาเอง เพราะผมถือว่าพระพุทธเจ้าท่านคือเหนือมนุษย์ยอดของมนุษย์นะฮะ ต้องใช้คำว่ายอดมนุษย์ ก็คือ หนังเรื่องนี้คือผมเอาพระพุทธเจ้าท่านมาแต่ว่าผมต้องการไม่ให้คนรู้ คือของพวกนี้บางอย่างเนี่ยผมพูดไปแล้วก็เหมือนขวางโลกเขาหมด คือคนที่ไม่รู้เรื่องอะไรบางคนก็ว่าเอายักษ์วัดแจ้งมามั่ง เอาอะไรมามั่ง แม้กระทั่งหม่อมคึกฤทธิ์เคยว่าผม เฮ้ย นายสมโพธิยักษ์มันไม่เห็นแปลกเลยมันก็อยู่ในวัดเอามาเล่น ผมไม่เห็นด้วยเลยคุณจะสร้าง พอผมสร้างท่าเตียนได้เงินล้านท่าบอก เฮ้ย คุณทำเหรียญเงินล้านไปแขวนมันเลย แล้วผมก็ยอมแพ้คุณที่ผมว่าคุณ ไอ้คุณมันหัวเด็กป.4 ป.4 ผมได้เงินแล้วกันน่ะ เพราะผมคิดว่าเยาวชนเด็กเล็กๆ เป็นแฟนผมเนี่ย แล้วผมสอนเด็กผมทำหนังท่าเตียนต้องการให้คนดูเด็กดูง่ายๆ ดูสบาย เพราะยุคนั้นมันมีแต่หนังจังโก้หนังฆ่ากันยิงกัน ไม่งั้นก็หนังโป๊หนังเปลือย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/som05.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/som04.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถาม : ในเมื่อทำท่าเตียนมียักษ์ แล้วทำหนุมาน ทำไมไม่เอาสองตัวนี้มาเจอกันครับ&lt;br /&gt;ตอบ : ยักษ์กับลิงเจอกัน อะไรก็แล้วแต่เป็นของไทยจ๋าเลย อย่างศึกกุมภกรรณผมมาทำเจอกัน หนังไม่ทำเงิน แต่ถ้าเกิดว่าหนุมานเจอยอดมนุษย์เป็นของญี่ปุ่น จัมโบ้เอของญี่ปุ่น ผมได้เงินล้าน แต่ศึกกุมภกรรณผมไม่ได้เงินล้าน ผมทำได้เงินล้านเกือบทุกเรื่อง เรื่องที่ประสบความสำเร็จสูงสุดคือ ไกรทอง กับ จระเข้ยักษ์ จรเข้ยักษ์นี่ฉายทั่วโลกเลย เพราะว่าต่างประเทศเขาซื้อไปแล้วเขาไปฉายชนกับจอส์ของสปิลเบิร์ก ฉายทั่วไปหมด อเมริกา อังกฤษ อิตาลี สเปน ฝรั่งเศส ประเทศแถวยุโรปเอาเรื่องนี้ไปฉาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังเรื่องหนุมานพบเจ็ดยอดมนุษย์เป็นหนังไทยร้อยเปอเซนต์ คือถ่ายทำในเมืองไทยแทบทั้งหมด มันก็มีฉากนึงคือฉากอุลตร้าแมนทาโร่ซึ่งตอนนั้น เขากำลังจะรื้อฉาก ทีนี้ฉากอันนี้ถ้าเรามาสร้างในเมืองไทยมันต้องใช้เงินตั้งหลายล้านบาท ก่อนจะรื้อผมก็เลยเอาดาราไทยเนี่ย เอาคุณภาวนา คุณยอดชาย สีเผือก สีสุริยาเนี่ย ไปถ่ายซะก่อน ถ่ายเจาะถ่ายเจาะเก็บ เรื่องฉากระเบิดเรื่องอะไรในนั้น แล้วถึงจะเอาไปตัดต่อ ตัดต่อที่ญี่ปุ่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="width: 468px; height: 568px;" src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/som07.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถาม : ดูจากรายชื่อหนังของคุณอา ทำไม ยอดชาย เมฆสุวรรณ จึงได้เล่นหนังหนุมานทั้งสองเรื่อง และยอดมนุษย์อีก ติดๆ กัน&lt;br /&gt;ตอบ : ครั้งแรกเนี่ย ผมเอาคุณสมบัติ เมทะนีเล่นหนังกะผมเรื่องท่าเตียน แล้วผมก็ติดต่อคุณสมบัติจะให้เล่นเรื่องที่สอง หนุมานพบเจ็ดยอดมนุษย์ ช่วงนั้นผมกะดอกดินมีปัญหากัน ดอกดินมีปัญหาเพราะว่าหนังผมฉายแล้วดอกดินเขามาโฆษณาไล่ผม ผมก็ฟ้องกรรมการผู้อำนวยการสร้างว่า กฏของสมาคมผู้อำนวยการสร้าง หนังกำลังฉายอยู่หนึ่งอาทิตย์ห้ามโฆษณาไล่ เพราะต่างจังหวัดเขาไม่รู้ สมัยนั้นสื่อมันไม่ดีก็คิดว่าหนังไม่ดีจะออกแล้ว โรงหนังมันโรงเดียวน่ะ แล้วคุณก็ไปโฆษณาหนังสือพิมพ์ไล่ผม ผมก็เอาเรื่องนี้ไปฟ้องสมาคม คุณดอกดินก็โกรธผมว่าผมเอาเรื่องนี้ไปฟ้อง ฟ้องเขาก็พยายามพูดกะดาราทุกคน ซึ่งสมบัติเขาก็เป็นนักเรียนเทคนิคผมก็เทคนิค พอคุณสมบัติแกเล่นท่าเตียนเรื่องเดียว แล้วแกก็ไม่ขอเล่นหนังผม บอกว่าต่อไปนี้เขาไม่เล่นหนังเด็ก พอไม่เล่นหนังเด็ก ผมก็เอายอดชายมาเล่น ก็ปรากฏว่าท่าเตียนสองอาทิตย์ล้าน  แต่ว่ายอดชายมาเล่นอาทิตย์เดียวหนึ่งล้าน สมบัติก็ตก ยอดชายก็พุ่ง ภาวนาก็พุ่งขึ้น สมัยนั้นพระเอกคนไหนได้เงินล้านถือว่าค่าตัวขึ้นเลย ผมไม่เอาสมบัติเล่น สมบัติก็ตอนหลังถึงมายอมสารภาพกับผมว่าผมไม่ควรจะไปฟังคนอื่น ก็ในฐานะเป็นเทคนิคผมขอมาเล่นหนังกับคุณสมโพธิต่อ ผมจึงมาเล่นหนังเรื่องอื่น เล่นไกรทอง เล่นขุนช้างขุนแผน ดูถูกหนังเด็กไม่ได้ เพราะว่าลูกๆ เขารบเร้า ชอบหนังผม แล้วบอก พ่อไม่เห็นเล่นหนังของคุณสมโพธิเลย พอไม่ได้เล่นเรื่องไอ้มดแดง ไม่ได้เล่นเรื่องโน้นเรื่องนี้ ลูกเขาก็บอกพ่อไม่ได้เรื่อง สมบัติเลยต้องมาหาผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="width: 502px; height: 370px;" src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/som10.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถาม : ตามที่ผมได้อ่านในประวัติ หนังเรื่องสุดท้ายของไชโยคือเรื่องกิ้งก่ากายสิทธิ์ ทำไมจึงเลิกทำครับ&lt;br /&gt;ตอบ : หลังจากเรื่องกิ้งก่าแล้ว ยุควิดีโอบูม ผมถูกก๊อบปี้ คือผมฉายต่างจังหวัด ไปฉายที่ไหน ทุกคนมีเช่าวิดีโอไปดู หนังที่ขายสายไปต่างจังหวัด เช็คไม่ผ่าน เพราะถือว่าดูวิดีโอกันหมด ผมเลยคิดว่า เฮ้ย ผมต้องหยุดสร้างหนังแล้ว ไม่คุ้มแล้ว ถ้าหยุดสร้างหนังแล้วผมมาเล่นทีวีดีกว่า ก็เปลี่ยนมาทำอุลตร้าแมนแล้ว คือหนังโรงนี่นะต้องบอกอย่างนึงว่า หนังโรงนี่เป็นโชคดีอย่างที่ว่ายุคนั้นเรามีแต่หนังโรง แล้วญี่ปุ่นเนี่ยคิดไม่ถึง เพราะหนังโรงญี่ปุ่นกับหนังโรงบ้านเราคนละเรื่องกัน หนังโรงญี่ปุ่นเนี่ยเก็บเงินแล้วบริษัทเก็บเงินได้น้อยกว่าเมืองไทยเรา เพราะเมืองไทยเราต่างจังหวัด หนังโรงหนังกลางแปลงเราดีมาก แล้วหนังญี่ปุ่นทีวีมันถึง พอทีวีถึง หนังทุกบริษัทมันถึงล้ม โรงถ่ายไดเอะ นิคัทสึ โชชิกุ ชินโตโฮ สี่โรง โรงถ่ายล้มไปหมด เพราะอะไร เพราะว่าทีวีมันถึง หนังโรงมันราคาสร้างสูงกว่า แล้วฉายตามโรงต่างจังหวัดก็โดนทีวีถึงหมด ของเราทีวีเรายังไม่ดี ช่วงนั้นเป็นโอกาสหนังโรงที่ผมโกยเงินแล้วก็สร้างฐานะตัวได้จากสองแสนบาทท่าเตียนมา ก็ได้มาเป็นเงินหลายสิบล้าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/som03.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="width: 423px; height: 317px;" src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/som12.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถาม : ผมอยากให้คุณอาพูดถึงความเห็นในเรื่องของฮีโร่ฮอลลีวู๊ด ฮีโร่ญี่ปุ่น แล้วก็ความหวังในการเข้าสู่ตลาดโลกของฮีโร่ไทยว่ามีโอกาสมากน้อยแค่ไหน&lt;br /&gt;ตอบ : จริงๆ แล้วฮีโร่ฮอลลีวู๊ดกับญี่ปุ่น ทุกวันนี้การ์ตูนญี่ปุ่นไปครองใจเด็กอเมริกัน เพราะอเมริกันเนี่ยเรื่องโรโบคอปก็ก๊อบปี้จากของญี่ปุ่นนะฮะ หลายๆ เรื่องเอาเรื่องของญี่ปุ่นไปก๊อบปี้แล้วก็ไปสร้างเป็นของผู้ใหญ่ แต่ว่าการลงทุนเยอะ การลงทุนและการจัดจำหน่าย โรงถ่ายของในฮอลลีวู๊ด เขาทำอะไรแล้วเขาขายทั่วโลกแล้วก็ทางรัฐบาลเขาส่งเสริม ขายเป็นสินค้าออกทั่วโลก ทำเงินให้กับประเทศชาติอเมริกาอย่างมาก แล้วก็เป็นสินค้าส่งออกเลย เพราะฉะนั้นทั่วโลกจึงได้ดูหนังกัน เขาก็ได้เงินมหาศาลมาก ฮีโร่ของไทยที่จะออกไปสู่ตลาดโลกก็คืออุลตร้าแมน ผมเตรียมที่จะไปลุย ให้ผมจบเรื่องคดีก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ธรรมะชนะอธรรมครับ ทุกอย่างธรรมะชนะอธรรมในการต่อสู้ของคนเนี่ย ความจริงมันหนีความจริงไม่พ้น ชีวิตคนเราต้องอยู่ด้วยความจริง  โลกนี้ต้องอยู่ด้วยธรรมะด้วยธรรมชาติมันถึงจะอยู่ได้ สิ่งใดที่คุณฝืนธรรมชาติหรือคุณทำอะไรไปไม่เป็นธรรมชาติคุณมีอันเป็นไปทั้งนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="width: 469px; height: 603px;" src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/som08.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;_____________________________________&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุจากผู้ถอดบทสัมภาษณ์: ปัจจุบันคดีอุลตร้าแมนสิ้นสุดลงแล้วนะครับ แต่อยากเก็บบทสัมภาษณ์นี้ไว้เป็นข้อมูลทางประวัติศาสตร์ เพื่อใช้ในการค้นคว้าต่อไป&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1664567325429047342-9073954649854510019?l=mangkashop.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mangkashop.blogspot.com/feeds/9073954649854510019/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mangkashop.blogspot.com/2011/05/2550.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1664567325429047342/posts/default/9073954649854510019'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1664567325429047342/posts/default/9073954649854510019'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mangkashop.blogspot.com/2011/05/2550.html' title='บทสัมภาษณ์คุณสมโพธิ แสงเดือนฉาย ปี พ.ศ. 2550'/><author><name>แมงกะโปน (Mangkapon)</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16934259360302014730</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/-5r1ppjWhJu0/TdFWPdaJH8I/AAAAAAAAABc/DnRlsdFhx18/s220/AVATAR2.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1664567325429047342.post-33737901033242534</id><published>2011-05-16T09:34:00.000-07:00</published><updated>2011-05-16T09:35:18.742-07:00</updated><title type='text'>เยี่ยมบ้าน อ.ปยุต ปี พ.ศ. 2551</title><content type='html'>ครั้งหนึ่งที่ได้ไปเยี่ยม อ.ปยุตก็ได้มีของเก่ามาโชว์&lt;br /&gt;นั่นคือกล้อง 16 มม. ที่ใช้ถ่ายทำโฆษณาสมัยก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://farm3.static.flickr.com/2349/2121355152_e6d76d26b6_m.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สภาพยังดี พร้อมใช้งานได้ ยี่ห้อ Bolex เมื่อก่อนราคาไม่กี่พันบาท เดี๋ยวนี้เล่นกันในหมู่นักสะสม ราคาเป็นแสน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://farm3.static.flickr.com/2186/2121355232_36be8520f4_m.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก้านโยกสำหรับเลื่อนฟิล์ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://farm3.static.flickr.com/2377/2120577621_6e22702a6d_m.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่องปรับ ISO&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://farm3.static.flickr.com/2072/2121355412_dd5d4bd204_m.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เลนซ์หมุน เลือกได้ Nomal Wide Tele เลือกตามต้องการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://farm3.static.flickr.com/2195/2120577855_f3b384b360_m.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่หมุนกลมๆ ล่าง ที่เป็นตัวเลข ใช้ปรับสปีดในการถ่ายทำ เช่น 8 - 16 -24 -32 -64 เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://farm3.static.flickr.com/2385/2121355630_4e8118e6b0_m.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยี่ห้อ Bolex ว่ากันว่า ดังมาก สมัยก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://farm3.static.flickr.com/2031/2120578083_7b5db0559c_m.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่องโหลดฟิล์ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://farm3.static.flickr.com/2166/2120578165_9ec75a31f2_m.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากดูกล้องจบ ก็ได้ชมหนังสือหัดวาดภาพ อนิเมชั่นของวอลเตอร์ ฟอสเตอร์ สมัยก่อน&lt;br /&gt;เล่มหย่ายมาก หาซื้อได้ยากในปัจจุบัน ที่เมืองไทยนะ ต่างประเทศยังคงผลิตอยู่&lt;br /&gt;รู้จักกันดีใหนหมู่นักวิชาศิลปะ ที่ผมโหลดมาจากเน็ทเป็นฉบับอนิเมชั่นของ เพรสตั้น แบร์&lt;br /&gt;มีสองเล่ม เป็นอีบุ๊ค ใช้กันแพร่หลายในหมู่อนิเมเตอร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://farm3.static.flickr.com/2136/2121356320_db2979f126_m.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://farm3.static.flickr.com/2017/2120578399_fe60a3c1a3_m.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://farm3.static.flickr.com/2223/2121355936_c13e1c48aa_m.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไว้โอกาสหน้าจะมานำเสนอใหม่ :D&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1664567325429047342-33737901033242534?l=mangkashop.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mangkashop.blogspot.com/feeds/33737901033242534/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mangkashop.blogspot.com/2011/05/2551.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1664567325429047342/posts/default/33737901033242534'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1664567325429047342/posts/default/33737901033242534'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mangkashop.blogspot.com/2011/05/2551.html' title='เยี่ยมบ้าน อ.ปยุต ปี พ.ศ. 2551'/><author><name>แมงกะโปน (Mangkapon)</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16934259360302014730</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/-5r1ppjWhJu0/TdFWPdaJH8I/AAAAAAAAABc/DnRlsdFhx18/s220/AVATAR2.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://farm3.static.flickr.com/2349/2121355152_e6d76d26b6_t.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1664567325429047342.post-2500299645480550454</id><published>2009-03-23T07:33:00.001-07:00</published><updated>2011-05-16T09:33:34.936-07:00</updated><title type='text'>อ.ปยุต รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิติมศักดิ์ ปี พ.ศ.2551</title><content type='html'>อ.ปยุต เงากระจ่าง ผู้บุกเบิกงานอนิเมชั่นไทย สร้างภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องยาวเรื่องแรกของไทย สุดสาคร และเป็นปูชนียบุคคลที่ให้ความรู้ประสิทธิประสาทวิชาการด้านภาพเคลื่อนไหว มาหลายสิบปี มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย โอกาสนี้ผมขออนุญาตใช้เนื้อที่นี้เพื่อประกาศเกียรติคุณอีกครั้งหนึ่งของท่าน อ. ปยุต นั่นคือ....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/payut/Payut002.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2551 เป็นวันรับพระราชทานปริญญาบัตรดุษฏีกิติมศักดิ์ สาขาเทคโนโลยีทางการศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง พูดง่ายๆ คือ ปริญญาเอกนั่นเอง ซึ่งหมายความว่า อ.ปยุต ท่านก็เป็น ด๊อกเตอร์ปยุต แล้วนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/payut/Payut001.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนี้มาชมหนังสืออัตชีวประวัติของ อ.ปยุต กัน ชื่อหนังสือ คือชีวิต คือปยุต คือ Animation เขียนโดย คุณอุบล สุทธนะ ผมเห็นตั้งแต่งานสัปดาห์หนังสือที่ผ่านมา มีงานเปิดตัวในงานนั้นเอง แต่ผมไม่ได้ซื้อ เพราะราคาค่อนข้างสูง พันกว่าบาทน่ะครับ แต่เมื่อได้มีโอกาสได้ชมในเล่มแล้ว นับเป็นหนังสือที่ควรค่าแก่การ สะสม เก็บไว้เป็นข้อมูลมาก ลองมาชมดูกันนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/PYT07.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หน้าปกสีแดงสดใส ปกแข็งอย่างดี เหมือนหนังสือต่างประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/PYT06.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในส่วนของประวัติ อ.ปยุต มีภาพประกอบที่หาชมได้ยาก เป็นครอบครัวของ อ. ปยุต และรูปถ่าย อ.ปยุต เมื่อครั้ง เยาว์วัย จนถึงปัจจุบัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/PYT03.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือมีลูกเล่น เป็นเหมือนหนังสือซ้อนหนังสือ มีรายละเอียดเทคนิคการสร้างงานอนิเมชั่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/PYT02.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จดหมายที่ครูเหม สอน อ.ปยุตทางไปรษณีย์ เป็นต้นฉบับแท้ๆ ที่ถ่ายทอดออกมาเป็นแผ่นพับสอดในซอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/PYT05.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลงานเก่าๆ ของ อ.ปยุต นำมาเรียบเรียงให้ชมอย่างจุใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/PYT04.jpg" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ขาดไม่ได้ เบื้องหลังการทำอนิเมชั่นเรื่องสุดสาคร และอื่นๆ ที่คุณหาชมที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว เป็นหนังสือที่ควรค่าแก่การเก็บรักษา เป็นข้อมูลความรู้ของสถาบันศึกษา ครอบครัว ส่วนตัว ถึงแม้จะแพงสักนิด แต่เมื่อเทียบกับคุณค่าที่ได้รับ คุ้มค่ามากทีเดียว แล้วคุณจะรู้จักกับ ด๊อกเตอร์ปยุต เงากระจ่าง และเห็นถึงความวิริยอุตสาหะ ที่ทำให้การ์ตูนไทยมาถึงทุกวันนี้ แม้เต็มไปด้วยอุปสรรคนานาประการก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รายละเอียดหนังสือ ดูตามลิงค์นี้เลยนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.chulabook.com/cgi-bin/main/2007/description.asp?barcode=9789748388755&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รีวิวโดย... แมงกะโปน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1664567325429047342-2500299645480550454?l=mangkashop.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mangkashop.blogspot.com/feeds/2500299645480550454/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mangkashop.blogspot.com/2009/03/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1664567325429047342/posts/default/2500299645480550454'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1664567325429047342/posts/default/2500299645480550454'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mangkashop.blogspot.com/2009/03/blog-post.html' title='อ.ปยุต รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิติมศักดิ์ ปี พ.ศ.2551'/><author><name>แมงกะโปน (Mangkapon)</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16934259360302014730</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='31' src='http://2.bp.blogspot.com/-5r1ppjWhJu0/TdFWPdaJH8I/AAAAAAAAABc/DnRlsdFhx18/s220/AVATAR2.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://i169.photobucket.com/albums/u208/kavinman/payut/th_Payut002.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry></feed>
