Mangkapon

Mangkapon
The Monster Rock Band

วันพุธที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2557

June, 2014 กับ Single "Kluen Kratob Fung" (คลื่นกระทบฝั่ง)

ตั้งใจไว้ว่าจะออกซิงเกิลใหม่ทุกสามเดือน แต่เนื่องจากภารกิจบางประการทำให้งานต้องถูกเลื่อนมาเรื่อยๆ จนกลายเป็น 7 เดือน และแล้วซิงเกิลใหม่ของวงแมงกะโปน ชื่อเพลง คลื่นกระทบฝั่ง ก็ออกมาจนได้ แนวคิดในเพลงนี้เป็นการนำเอาเพลงไทยเดิมอย่างคลื่นกระทบฝั่ง ที่เรามักได้ยินแตรวงเล่นกันตามงานบวชและงานแห่ต่างๆ ถือเป็นเพลงยอดนิยมของชาวบ้านที่ได้ยินกันจนคุ้นหู นำมาเรียบเรียงใหม่ให้ออกมาในรูปแบบของ Heavy Metal เป็นการเปลี่ยนอารมณ์ความรู้สึกใหม่จากเมโลดี้เก่านั่นเอง

สิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมาจากเดิมที่เป็นวงดนตรีร็อคสัตว์ประหลาด ตอนนี้พวกเขาก็ขยายร่างขึ้นมาเป็น Giant Monster หรือ Dai Kaiju เล่นดนตรีกันท่ามกลางตึกรามบ้านช่องกันแบบถล่มทลายเมือง ภาพ MV ที่คิดเอาไว้ใช้งบประมาณที่ค่อนข้างสูง ถ้ามัวแต่รอ MV ก็ไม่ได้นำเสนอผลงานเพลงออกมา เลยคิดว่า นำเสนอเพลงออกมาก่อน แล้ว MV ค่อยตามออกมาทีหลัง หรืออาจต้องตัดทอนสิ่งที่ต้องการลงไปเพื่อให้อยู่ในงบประมาณที่ทำได้



สำหรับแหล่งดาวน์โหลด และฟังแบบออนไลน์ เรามีเพิ่มขึ้นมาอีกหลายแห่ง นอกจากที่หลักคือ iTines / Amazon / Deezer แล้วก็ที่อื่นๆ อีกกว่า 40 แห่งทั่วโลก ยังมี KKBOX ซึ่งทาง AIS เป็น Partner อยู่ คนไทยเราก็สามารถฟังเพลงแบบสตรีมได้ง่ายขึ้นโดยผ่าน App ของ KKBOX และบริการ AIS Music Store ซึ่งหากคุณใช้เครือข่ายของ AIS สามารถสมัครและใช้งานได้ฟรีหนึ่งเดือน ดูรายละเอียดในเวบของ AIS นะครับ หากมีความคืบหน้าของผลงานเราจะมาแจ้งให้ท่านทราบที่หน้าเพจนี้นะครับ


วันศุกร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

First Single "Dannarok" / ซิงเกิลแรก แดนนรก

ไม่ได้เข้ามาอัพเดทนานมาก วันนี้เข้ามาอัพเดทเพื่อแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับซิงเกิลแรกของวง แมงกะโปน ชื่อว่า แดนนรก อันที่จริงแล้วเพลงเราทำไว้เต็มอัลบั้มพร้อมที่จะออก แต่คิดไปคิดมา ค่อยๆ ลองตลาดดูก่อนจะดีกว่า เพลงแดนนรก เป็นเพลงที่ผมแต่งไว้เมื่อไม่นานมานี้ โดยทำการส่งทำนองไปให้พี่ตุ้ย ไฮร็อค เรียบเรียงดนตรี ให้ออกมาในอารมณ์ของภูติผีปิศาจเมืองนรก งานออกมาเป็นที่น่าพอใจ ผมเลยตัดสินใจนำออกมาทำเป็นซิงเกิล พยายามนำเสนอค่ายในไทย ติดต่อทั้งทางโทรศัพท์และทางเฟสบุค แต่ส่งไปแล้วก็ไม่มีใครตอบกลับมา ถามมากเข้าเขาก็ลบออกจากเพื่อนในเฟสไปเลยก็มี จึงจำเป็นที่จะต้องหาทางจัดจำหน่ายเอง ในวันสุดสัปดาห์ ผมเดินไปตามร้านขายซีดีเพลงในไทย ภาวะในตลาดตอนนี้ซีดีเพลงค่อนข้างลำบาก เพลงถูกก๊อปปี้ไปทำเป็นแผ่นรวม mp3 กันเยอะ จนแผ่นแท้ขายไม่ค่อยจะออก ต้องมาลดราคาขายกันถูกๆ ศิลปินจะอยู่รอดได้ก็ต้องขายคอนเสิร์ตบ้าง เสื้อยืดตราวงดนตรีบ้าง ค่ายใหญ่ๆ เริ่มหารายได้เพิ่มเติมจากการตามล่าลิขสิทธิ์เพลงจากช่องทางต่างๆ ผมจึงเห็นว่ารูปแบบของงานขายไอเดียแบบวงแมงกะโปน ไม่สามารถทำตลาดเป็นแผ่นซีดีขายได้อย่างแน่นอน จึงเปลี่ยนความคิดมาใช้การขายเพลงในระบบออนไลน์ การติดต่อในครั้งแรก ผมติดต่อผ่านไปทางตัวแทนจัดจำหน่ายในประเทศไทยเพื่อให้ไปวางขายตามร้านออนไลน์ต่างๆ ทางเขาได้ทราบเรื่องก็โทรติดต่อผมกลับมา ผมอยากทราบเรทราคาของค่าใช้จ่ายการจัดจำหน่าย เขาตอบมาว่าราคาในการจัดจำหน่ายขึ้นอยู่กับคุณภาพของผลงานเพลง ขอให้ผมส่งผลงานเพลงไปให้เขาพิจารณา ผมส่งเพลงและบรรยายแนวคิดของวงไปให้ ...เงียบสนิท ไม่มีการตอบกลับ ขนาดจะเสียตังให้เขายังเลือกเพลงอีก ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องติดต่อต่างประเทศเองเลยละกัน จนกระทั่งได้สถานที่จัดจำหน่ายมาทั้งหมด 22 แห่ง บางแห่งก็ไม่รองรับประเทศไทย เป็นการทำงานของผมครั้งแรก ผมไม่รู้เหมือนกันว่าบางที่เขาไม่เปิดให้บริการในประเทศไทย แต่ผมก็ทำไปก่อน เพื่อทดสอบผลงานออกไปสู่ภายนอก รอดูผลตอบรับ


ผมไม่ต่างจากคนอื่นที่เคยนำงานไปโพสตามเวบบอร์ดต่างๆ แล้วโดนโจมตีว่างานห่วย ไร้คุณภาพ อย่าไปทำเลย ทำไปก็เสียชื่อประเทศชาติ ผมคิดว่าใจคอคนเราจะเอาผลงานระดับโอลิมปิค มันจะต้องเหนือชาติอื่นทุกสิ่งอันไปหรือไง ถึงได้มีความคิดอย่างนั้น ซึ่งคนที่มาต่อว่าผม ถ้าผมทำผลงานออกมา คนพวกนี้ก็ไม่ได้มาสนับสนุนอะไรผมอยู่แล้ว ผมไม่รู้จะแคร์พวกเขาไปทำไม

หลังจากอัพโหลดผลงานขึ้นจัดจำหน่าย ผมก็คอยเช็คทุกวันว่าตอนนี้ผลงานผมขึ้นไปอยู่ในสโตร์ไหนบ้าง มันค่อนข้างใช้เวลาพอสมควร กว่าเพลงจะไปปรากฏในแต่ละที่






มัวแต่ไปนึกถึงการวางจำหน่ายเลยลืมนึกถึงเอ็มวีที่จะประชาสัมพันธ์ การสร้างเอ็มวีดีๆ ซักเรื่อง มันใช้ทุนพอสมควร ตอนนี้งบประมาณมีอยู่จำกัดมาก เลยจำเป็นต้องใช้ภาพนิ่งมาประกอบกันเป็นเอ็มวีใช้ไปก่อน



สิ่งที่ผมละเลยไปก่อนหน้านี้ที่เคยสร้างวงมา คนไม่เคยได้เห็นรายละเอียดของคาแรกเตอร์แต่ละตัวว่าลักษณะร่างกายส่วนสูงน้ำหนัก และนิสัยใจคอเป็นอย่างไร ผมเลยทำส่วนนี้เพิ่มขึ้นมาใส่เข้าไปในเอ็มวีประชาสัมพันธ์ รวมไปถึงภาพเสก็ตหน้าตาก่อนมาเป็นตัวสัตว์ประหลาดแต่ละตัว










ปัจจุบันนอกจากเวบ http://www.mangkapon.com แล้ว คุณยังสามารถใช้ Facebook เข้าไปดูผลงานของเราได้ที่ http://www.facebook.com/themangkapon


วันอังคารที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2555

เบื้องหลังการทำชุด งูจา

คนส่วนใหญ่มักถูกปลูกฝังมาว่าทำงานศิลปะทุกอย่างต้องมีการเสก็ตภาพก่อนทำงานจริง แต่ในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์กลับมีการสนับสนุนให้เราคิดในใจมากกว่าที่จะมาทดเลขข้างนอก จะว่าไปมันก็ไม่ผิดทั้งคู่ ยิ่งหากเป็นงานศิลปะย่อมไม่ควรมีกฏเกณฑ์ตายตัวว่ามีภาพสเก็ตหรือไม่มี ขึ้นอยู่ที่ผลตอนท้ายมากกว่าว่างานมันจะออกมาเป็นยังไง ภาพเสก็ตคือเครื่องช่วยเหมือนกระดาษทดเลขแค่นั้น อย่าไปสนใจอะไรมากหากทำงานไว้ใช้เอง แต่ถ้าทำงานออกแบบไปนำเสนอให้คนอื่น ภาพวาดหรืองานเสก็ตจำเป็นต้องมี และควรจะทำให้ออกมาเลิศหรูเหมือนอาหารเหลาคนจะได้อยากซื้ออยากกินงานของคุณ แรกเริ่มผมทำงานแบบทดไว้ในหัวตลอด ผมมีความสุขกับการเปรียบเทียบภาพในจินตนาการกับความจริงว่ามันจะเป็นยังไง ยอมรับว่าในช่วงแรกภาพในจินตนากับความเป็นจริงมันต่างกันสิ้นเชิง แต่พอเรามีประสบการณ์มากขึ้นเรื่อยๆ ภาพในใจกับภาพความจริงก็จะเริ่มใกล้เคียงกัน


ไม่ใช่ว่างานทุกงานจะไม่มีภาพเสก็ต ผมก็มีวาดไว้บ้าง สำหรับไว้เวลาปลดปล่อยอารมณ์ ซึ่งผมก็นิยมวาดภาพบนกระดาษสมุดเรียน เหมือนสมัยที่ผมเป็นเด็ก ตอนที่แอบวาดในห้องเรียน ผมจะรู้สึกสนุกกับการขีดเขียน ถึงแม้ว่ามันจะมีเส้นบรรทัดทำให้รกตาบ้าง แต่ทุกเส้นทุกสัมผัสที่มันออกมาผมรู้สึกได้ถึงพลังความคิดความอัดอั้นที่ตอนสมัยเด็กๆ ที่เต็มไปด้วยจินตนาการ มันจะวิ่งผ่านกาลเวลาเข้ามาในเส้นบรรทัดเหล่านั้น ไม่เชื่อคุณลองทำดู มีหลายคนได้ลองเอาไปใช้ตามที่ผมบอกแล้วเช่นกัน ผมยังไม่เคยถามถึงความรู้สึกจากพวกเขา แต่สำหรับตัวผมเอง เคยใช้ภาพเสก็ตบนกระดาษสมุดเรียน วาดแบบเส้นกระจุยกระจายเละๆ เอาไปทั้งสมุด ไปเสนองานมาแล้ว


ตัวที่เห็นคือตัวพรายน้ำสำหรับหนังเด็กที่ทางบริษัทซีดีมีเดียเคยคิดจะทำ เรียกผมให้ไปคุย บอกทำได้เลย ผมกลับมาทำไปครึ่งตัวแล้วโทรมาบอกว่า ไม่ทำแล้ว อยากเปลี่ยนเป็นทำหนังเกี่ยวกับงูยักษ์ ทำงูยักษ์มาให้หน่อย อาศัยที่ว่าเมื่อก่อนผมทำงานเร็ว งูยักษ์เสร็จภายในหนึ่งคืน พอโทรไปบอกเขาก็ตอบว่าอ้าวเหรอ ทำเร็วดีจัง พักโปรเจคไว้ก่อน สุดท้ายก็ไม่ได้ทำอีกเหมือนเคย ผมเลยต้องเอาสัตว์สองชนิดมายำรวมกันเป็นตัวเดียว เก็บไว้ใช้เอง นั่นคือ ปิศาจงูจ๋า ซึ่งภายหนังผมเปลี่ยนชื่อเป็น งูจา เพื่อลดความน่ารักของมันลงไป



มาดูเทคนิคที่ผมเคยใช้ทำครับ ตอนนั้นผมใช้กระดาษลังที่แหละครับ มาขึ้นเป็นโครงด้านใน ติดกาวต่อกันเป็นโครงสร้าง หากใครมีหัวด้านทำแพทเทิ่นเสื้อผ้าจะได้เปรียบ เพราะใช้หลักการเดียวกัน แล้วผมก็แปะทับด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ทากาวสลับกับกระดาษนิตยสารสักห้้าชั้น เพื่อความแข็งแรง ผมแยกทำชิ้นส่วนสัตว์ประหลาดทีละชิ้นด้วยยางพารา แล้วเอามาเชื่อมต่อกันด้วยยางพาราอีกนั่นแหละ จนเป็นรูปเป็นร่างตามที่ต้องการ สังเกตวัสดุรอบข้างในภาพนะครับ เป็นวัสดุแนวบ้านๆ ของใช้ในครัวเรือน หาเอาใกล้ๆ มือ มีทั้งหม้อ ถังน้ำ ขาตั้งรถ เจออะไรใช้ได้ก็ประยุกต์กันไป
ยางพารา ภาษาอังกฤษเขาเรียก Latex ถ้าเคยได้ยินคำว่า โฟมลาเท็กซ์ มันคือการทำให้ยางหรือ Latex มีคุณสมบัติเหมือนโฟมโดยมีช่องว่่างในเนื้อเยอะๆ ทำให้มีน้ำหนักเบา มีความยืดหยุ่น สังเกตได้จากที่นอนยางพาราครับ นั่นก็คือโฟมลาเท็กซ์ เป็นชื่อเท่ๆ ที่เวลาไปคุยกับใครแล้วคุณจะอัพคลาสไปอีกระดับ หากบอกว่ายางพารามันเหมือนงานเด็กประถม แต่พอบอกโฟมลาเท็กซ์มันก้าวข้ามมัธยมกลายเป็นปริญญาโททันที โครงสร้างพื้นฐานอันเดียวกัน มันแค่เพิ่มกรรมวิธีมาอีกหน่อย ซึ่งผลของการเป็นโฟมลาเท็กซ์คือความเบากระชับ แต่แตกลายงาและขาดง่าย ส่วนยางพาราทนอึดขาดยากกว่า แต่มีน้ำหนักมาก แล้วเวลาทำก็เปลืองน้ำยางถ้าจะเอามาหล่อตัน ต้องมีวิชาการแทรก การตัด การต่อเชื่อม อีกเล็กน้อย ทำชุดพวกนี้ผมไม่ได้ซื้อยางจากศึกษาภัณฑ์มาทีละขวด..ทีละขวดนะครับ ทำทีซัดยางกันเป็นแกลลอน กว่าจะได้มาเป็นตัว และผมก็พึงพอใจกับวัสดุ primitive งานสร้างงานแบบ homemade ทำคนเดียวยังงี้ มันสบายใจดีครับ ยิ่งทำหลายคนยิ่งปวดหัว


ถ้าสนใจการทำยางฟองน้ำ หรือโฟมลาเท็ก ผมพอมีตำราที่ได้มาจากทางห้องสมุดของ ม.เกษตร ซึ่งแบ่งปันเป็นความรู้กันได้ จากเฟสบุคของผมครับ ตามลิงค์ http://www.facebook.com/media/set/?set=a.3466444674305.121387.1666701585&type=3